Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 10704/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ก่อนที่พนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสอง พนักงานสอบสวนเคยเรียกจำเลยทั้งสองไปสอบถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น จำเลยที่ 1 ให้ถ้อยคำไว้ตามบันทึกถ้อยคำของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพตามบันทึกคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ที่เขียนด้วยลายมือของจำเลยที่ 2 เอง แสดงว่าจำเลยทั้งสองต่างรู้ดีถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทั้งในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองให้การว่า ทราบและเข้าใจข้อหาที่พนักงานสอบสวนแจ้งดีแล้ว ดังนั้น การที่พนักงานสอบสวนไม่ได้กล่าวย้ำถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดของเรื่องที่กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดอีกครั้งหนึ่ง ก็ไม่ทำให้การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 , 289 , 339 , 83 ให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 18,000 บาท แก่ทายาทผู้ตาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 , 339 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามมาตรา 339 วรรคท้าย ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 18,000 บาท แก่ทายาทของผู้ตาย ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้หรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่าพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวนคดีนี้แจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันฆ่าผู้ตายด้วยเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและร่วมกันชิงทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย โดยมิได้แจ้งข้อเท็จจริงและรายละเอียดให้จำเลยทั้งสองทราบก่อนว่าคดีมีมูลพอที่จะกล่าวหาจำเลยทั้งสองในเรื่องใด การที่พนักงานสอบสวนดำเนินการเช่นนี้ย่อมขัดแย้งกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 วรรคหนึ่ง อย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาล ศาลฎีกาชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียโดยไม่จำต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงนั้น

เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 134 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อผู้ต้องหาถูกเรียกหรือส่งตัวมาหรือเข้าหาพนักงานสอบสวนเองหรือปรากฏว่าผู้ใดซึ่งมาอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวนเป็นผู้ต้องหา ให้ถามชื่อตัว ชื่อรอง ชื่อสกุล สัญชาติ บิดามารดา อายุ อาชีพ ที่อยู่ ที่เกิด และแจ้งให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าผู้ต้องหาได้กระทำผิดแล้วจึงแจ้งข้อหาให้ทราบ..." บทบัญญัติดังกล่าวมีใจความโดยสรุปว่า ก่อนแจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาทราบ พนักงานสอบสวนต้องแจ้งรายละเอียดในเรื่องที่กล่าวหาให้ผู้ต้องหาทราบก่อนแล้วจึงแจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาทราบ มิฉะนั้นคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้ต้องหาอาจเสียไปไม่สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานยันผู้ต้องหาในชั้นพิจารณาคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/4 (1) แต่ตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า

ก่อนที่พนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสอง พนักงานสอบสวนเคยเรียกจำเลยทั้งสองไปสอบถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นรายละเอียดปรากฏตามบันทึกถ้อยคำของจำเลยที่ 1 และบันทึกคำรับสารภาพซึ่งจำเลยที่ 2 เขียนด้วยลายมือตนเอง บันทึกถ้อยคำของจำเลยที่ 1 และบันทึกคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ย่อมเป็นพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองต่างรู้ดีถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ดังนั้น แม้ในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันฆ่าผู้ตายด้วยเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและร่วมกันชิงทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย พนักงานสอบสวนไม่ได้กล่าวย้ำถึงข้อเท็จจริงที่กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดก็เป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยทั้งสองต่างรู้ดีว่ามูลคดีที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองเป็นผลสืบเนื่องมาจากเรื่องใด

ดังจะเห็นได้จากบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสอง ซึ่งจำเลยทั้งสองต่างให้การตรงกันว่า จำเลยทั้งสองทราบและเข้าใจข้อกล่าวหาที่พนักงานสอบสวนแจ้งให้ทราบเป็นอย่างดีแล้ว การที่พนักงานสอบสวนไม่แจ้งข้อเท็จจริงและรายละเอียดของเรื่องที่จำเลยทั้งสองถูกกล่าวหาให้จำเลยทั้งสองทราบอีกคำรบหนึ่งไม่เป็นเหตุให้การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายตามที่จำเลยทั้งสองฎีกา

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าโจทก์ไม่อำนาจฟ้องจึงฟังไม่ขึ้น

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
กำพล ภู่สุดแสวง · ยงยุทธ สุเรนทร์รังสิกุล · ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
Lower court
ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายสมศักดิ์ ฎาราณุท
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายวิวัธน ทองลงยา
Supreme Court black case no.
อ.1537/2551
Trial court black case no.
อ781/2548
Trial court red case no.
อ1589/2548
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 7123/2557

ป.วิ.อ. ได้บัญญัติถึงอำนาจและหน้าที่ของพนักงานสอบสวนในชั้นแจ้งข้อหาตามมาตรา 134 ซึ่งความในวรรคหนึ่งกำหนดให้พนักงานสอบสวนต้องถามชื่อตัว ชื่อรอง ชื่อสกุล สัญชาติ บิดามารดา อายุ อาชีพ ที่อยู่ที่เกิดของผู…

Supreme Court Judgment No. 5873/2567

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134/1 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก ก่อนเริ่มถามคำให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและผู้ต้องหาต้องการทนายความ ให้รัฐจัดหาทนายความให้" ซึ่…

Supreme Court Judgment No. 429/2567

การกระทำความผิดฐานรับของโจรผู้กระทำไม่จำต้องรับทรัพย์ของกลางไว้ในความครอบครองของตนเอง เพียงแต่ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำคว…

Supreme Court Judgment No. 698/2563

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรและบรรยายฟ้องด้วยว่าจำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกไม่ต่ำกว่าหกเดือนในความผิดฐานลักทรัพย์มาแล้ว 6 คดี หลังจากพ้นโทษทั้งหกคดี…

Supreme Court Judgment No. 662/2563

ที่เกิดเหตุเป็นทางเดินแคบ ๆ ตามเนินเขา บริเวณโดยรอบเป็นป่า สวนยางพาราและสวนผลไม้ ที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากถนนสาธารณะภายในหมู่บ้านประมาณ 4 ถึง 5 กิโลเมตร ทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความว่าอยู่ในเขตเมืองหรือหมู…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up