Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 10720/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง วางหลักเกณฑ์ในการพิจารณาลดเบี้ยปรับของศาลว่าให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน กล่าวคือ จากการที่โจทก์และจำเลยทำการซื้อขายสินค้ากันตามสัญญาซื้อขายนั้นและจำเลยส่งมอบสินค้าไม่ตรงตามสัญญา ซึ่งส่งผลให้โจทก์เกิดความเสียหายจากการส่งมอบสินค้าของจำเลย ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือโจทก์และจำเลยทำการซื้อขายสินค้ากัน แต่สินค้าไม่ตรงตามสัญญา จำเลยจึงมารับคืนสินค้าไปจากโจทก์ ความเสียหายที่โจทก์อ้างว่าจำเลยส่งมอบสินค้าไม่ได้ ทำให้มหาวิทยาลัยขาดอุปกรณ์ในการเรียนการสอนทำให้นักศึกษาที่จบมาด้วยคุณภาพนั้นเป็นความเสียหายที่ไกลเกินความเป็นจริง และการที่โจทก์ทำการบอกเลิกสัญญากับจำเลยเมื่อเวลาได้ล่วงเลยมานานปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปเกือบสองปี แล้วเรียกค่าปรับจำนวน 336,801 บาทนั้น เห็นได้ชัดว่าจำนวนเงินดังกล่าวสูงกว่าราคาสินค้าตามสัญญาที่มีราคาเพียง 257,500 บาท จึงเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง สมควรที่ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 323,935 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 55,795 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2545 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2542 โจทก์ทำสัญญาซื้อเครื่องบันทึกและถอดข้อความยี่ห้อโอลิมปัส รุ่นดีที 2000 ระบบ 3 หัวเทป จำนวน 10 เครื่อง ราคา 257,500 บาท ตามใบเสนอราคาและแบบสัญญาซื้อขายกำหนดส่งมอบภายในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2542 โดยจำเลยนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) วงเงิน 12,875 บาท มาวางเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญา มีข้อตกลงว่าหากผู้ขายไม่ปฏิบัติตามสัญญาผู้ซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและริบเงินประกันกับเรียกร้องค่าปรับรายวันอัตราร้อยละ 0.2 ของราคาสินค้าที่ไม่ได้ส่งมอบนับแต่วันครบกำหนดส่งมอบจนถึงวันบอกเลิกสัญญา จำเลยส่งมอบสินค้าให้โจทก์ภายในกำหนดแต่ไม่ถูกต้องตามคุณลักษณะเฉพาะของครุภัณฑ์ที่กำหนดในสัญญา

กล่าวคือมิใช่ระบบ 3 หัวเทป แต่เป็นระบบ 2 หัวเทป คณะกรรมการตรวจรับจึงไม่รับมอบสินค้า วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2543 ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพังงามีหนังสือแจ้งให้จำเลยดำเนินการส่งสินค้าให้ถูกต้องและวันที่ 23 มีนาคม 2543 มีหนังสือแจ้งสงวนสิทธิที่จะปรับกรณีส่งของล่าช้าในอัตราร้อยละ 0.2 ของราคาของเป็นรายวันนับแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2542 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดส่งของตามสัญญา ต่อมาวันที่ 27 เมษายน 2543 จำเลยมีหนังสือมาขอรับของคืนแล้วไม่ติดต่อกับโจทก์อีก วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพังงามีหนังสือแจ้งให้จำเลยรีบดำเนินการส่งของให้ถูกต้องโดยด่วนมิฉะนั้นจะถือว่าไม่ปฏิบัติตามสัญญา จำเลยก็ยังเพิกเฉย วันที่ 11 กรกฎาคม 2544 ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพังงาจึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยส่งของพร้อมนำเงินค่าปรับมาชำระภายใน 7 วัน

นับแต่วันรับหนังสือ มิฉะนั้นจะเสนอให้โจทก์บอกเลิกสัญญา จำเลยได้รับหนังสือแล้วเพิกเฉย วันที่ 5 กันยายน 2544 โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและหนังสือเรียกให้ชำระเงินค่าปรับเอกสารหมาย จ.13 และ จ.14 ตามลำดับไปยังจำเลย จำเลยได้รับหนังสือแล้วเพิกเฉย ในที่สุดโจทก์ต้องเรียกเงินประกันการปฏิบัติตามสัญญา 12,875 บาท จากธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) มาชำระเป็นส่วนหนึ่งของค่าปรับ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประเด็นเดียวว่า โจทก์สมควรได้รับค่าปรับเต็มตามฟ้องหรือไม่... เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง จะวางหลักเกณฑ์ในการพิจารณาลดเบี้ยปรับของศาลว่าให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สินก็ตาม แต่โจทก์ก็ต้องนำสืบให้ฟังได้ว่าทางได้เสียที่ไม่ใช่ทางได้เสียในเชิงทรัพย์สินนั้นเป็นผลโดยตรงจากการไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ถูกต้องของจำเลยอย่างไร กล่าวคือจากการที่จำเลยไม่สามารถส่งมอบของตามสัญญาให้โจทก์ได้นั้น ส่งผลให้เกิดความเสียหายซึ่งคำนวณเป็นตัวเงินไม่ได้แก่โจทก์อย่างไร สำหรับความเสียโอกาสในการฝึกฝนทักษะของนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคพังงาจากเครื่องอุปกรณ์ที่จำเลยไม่สามารถส่งมอบได้ ซึ่งโจทก์ฎีกาว่ามีผลต่อคุณภาพของนักศึกษาเมื่อสำเร็จการศึกษาออกไปนั้น

เห็นว่า จากทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความว่าทักษะที่จะเกิดจากการฝึกฝนใช้เครื่องบันทึกและถอดข้อความที่จำเลยไม่สามารถส่งมอบได้เป็นทักษะในด้านใดและการขาดทักษะเช่นว่านั้นมีผลทำให้นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาออกไปด้อยคุณภาพอย่างไร ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่า ความด้อยคุณภาพของนักศึกษาที่จบออกไปน่าจะเกิดจากเหตุปัจจัยหลายประการ มิใช่เกิดจากการไม่ได้ฝึกฝนเครื่องบันทึกและถอดข้อความที่จำเลยไม่ได้ส่งมอบเป็นสำคัญ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าความเสียหายที่โจทก์อ้างดังกล่าวเป็นความเสียหายที่กว้างไกลเกินไปจึงชอบแล้ว ในส่วนความล่าช้าของการบอกเลิกสัญญาที่โจทก์ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปเกือบสองปีนั้น แม้จะฟังว่าโจทก์ได้ให้โอกาสจำเลยที่จะนำสินค้ามาส่งมอบให้ถูกต้องตามที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่เมื่อจำเลยไม่ติดต่อกับวิทยาลัยเทคนิคพังงาอีกเลยหลังจากรับสินค้าคืนไปเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2543 โจทก์ก็ควรอนุมานได้แล้วว่าจำเลยอาจจะไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้และควรพิจารณาบอกเลิกสัญญาเสียแต่เนิ่น

ๆ มิใช่รอเวลาไปอีกถึงหนึ่งปีเศษจึงได้บอกเลิกสัญญาในวันที่ 5 กันยายน 2544 ตามหนังสือเอกสารหมาย จ.13 ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า เวลาที่ล่วงเลยไปเป็นเวลาที่จำเลยไม่สมควรจะต้องเสียค่าปรับจึงถูกต้องแล้ว สำหรับค่าปรับที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์สมควรเรียกได้ 336,810 บาท ตามขอนั้น เห็นได้ชัดว่าจำนวนเงินดังกล่าวสูงกว่าราคาสินค้าตามสัญญาที่มีราคาเพียง 257,500 บาท จึงเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง สมควรที่ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ซึ่งที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าปรับให้วันละ 105 บาท เป็นเงิน 68,670 บาท หรือเท่ากับร้อยละ 26.67 ของราคาสินค้าที่จำเลยต้องส่งมอบนั้นนับว่าเป็นจำนวนเงินที่เหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้มีทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา 288,811.48 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นศาลละ 7,220 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลจากทุนทรัพย์ 293,146.74 บาท เป็นเงินชั้นศาลละ 7,327.50 บาท เกินมาชั้นศาลละ 107.50 บาท จึงต้องคืนส่วนที่เกินให้แก่โจทก์"

Result

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกาชั้นศาลละ 107.50 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

Matter details

Panel of judges
พิศล พิรุณ · พันวะสา บัวทอง · นวลน้อย ผลทวี
Source
สำนักวิชาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 5022/2540

ข้อกำหนดในการเลิกสัญญาเช่าซื้อและการกลับเข้าครอบครองทรัพย์ที่ให้เช่าซื้อเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสัญญาเช่าซื้อ แม้ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การให้เช่าซื้อสังหาริมทรัพย์บางประเภทของบริษัทเงินทุนจะกำ…

Supreme Court Judgment No. 4836/2567

การที่จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดแรก ต่อมาจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีข้อพิพาทโต้แย้งในส่วนที่เกี่ยวกั…

Supreme Court Judgment No. 6779/2567

ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ภายหลังจากจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อเพียงงวดเดียว จำเลยเป็นฝ่ายส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ โดยสัญญาเช่าซื้อมิได้มีข้อตกลงใดให้สิทธิจำเลยผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาด้…

Supreme Court Judgment No. 4290/2566

สัญญาเช่ารถยนต์ ข้อ 9.2 กำหนดว่า "ในกรณีที่ผู้เช่าต้องการเลิกสัญญาก่อนกำหนด โดยมิใช่เป็นความผิดของผู้ให้เช่า ผู้เช่าต้องแจ้งให้ผู้ให้เช่าทราบล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรไม่น้อยกว่า 30 วัน ทั้งนี้ผู้เช่า…

Supreme Court Judgment No. 3661/2566

จำเลยที่ 1 ขอสินเชื่อจากโจทก์โดยตกลงชำระดอกเบี้ยโดยใช้อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงระยะสั้นกรุงเทพ (BIBOR) (3 เดือน) บวกร้อยละ 3 ต่อปี และสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ: อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงลอนดอน (LIBOR) บวกร้อยละ 3 ต่…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up