Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 10769/2554

พ.ศ. 2554 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ความผิดฐานประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 มาตรา 5, 7, 12, 50 เป็นความผิดอาญาแผ่นดินไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัวอันยอมความได้ คดีนี้พนักงานอัยการได้มีหนังสือถึงพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยกับพวก ซึ่งหนังสือดังกล่าวถือได้ว่าเป็นคำกล่าวโทษเพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองแล้ว ดังนั้น แม้จะไม่มีผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนคดีได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 18 วรรคหนึ่ง และตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 บัญญัติว่า ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาลโดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน เมื่อปรากฏว่าคดีนี้ได้มีการสอบสวน โดยไม่ปรากฏว่าการสอบสวนไม่ชอบ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

Provisions the court ruled on

ป.วิ.อ. Section 18 ป.วิ.อ. Section 120 พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 Section 5 พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 Section 7 พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 Section 12 พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 Section 50

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 มาตรา 5, 7, 12, 50 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และนับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษจำเลยทั้งสองในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 551/2549 ของศาลอาญา

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง, 50 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 150,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังจำเลยทั้งสองได้ไม่เกิน 2 ปี ให้ยกคำขอที่ให้นับโทษต่อ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่า การสอบสวนคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า วันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง พันตำรวจโทสืบศักดิ์และสิบตำรวจเอกวิโรจน์ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้เข้าตรวจสอบบ่อทรายที่เกิดเหตุ ซึ่งอยู่ติดกับคลองบางบาล อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา พบนายสุชาติและนายสมเกียรติ จำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 340/2547 หมายเลขแดงที่ 582/2549 กำลังร่วมกันดำเนินกิจการดูดทรายจากบ่อทรายที่เกิดเหตุ โดยนายสุชาติกำลังขับรถแทรกไลน์ (รถตักทราย)

ตักทรายขึ้นรถบรรทุก ส่วนนายสมเกียรติกำลังขับรถแบ๊คโฮเกลี่ยทรายอยู่ในบ่อทราย นายสุชาติและนายสมเกียรติไม่สามารถนำใบอนุญาตประกอบกิจการดูดทรายมาแสดงได้ พันตำรวจโทสืบศักดิ์และสิบตำรวจเอกวิโรจน์กับพวกจึงจับกุมนายสุชาติและนายสมเกียรติ โดยแจ้งข้อหาว่าร่วมกันประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 (ดูดทราย) โดยไม่ได้รับใบอนุญาต พร้อมยึดรถแทรกไลน์จำนวน 2 คัน รถแบ๊คโฮจำนวน 1 คัน เรือดูดทรายจำนวน 1 ลำ ตะแกรงกรองดินจำนวน 2 ตัว เป็นของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน พันตำรวจโทชูชัย พนักงานสอบสวน แจ้งข้อหานายสุชาติกับนายสมเกียรติเช่นเดียวกับชั้นจับกุม ทั้งสองให้การปฏิเสธ จากการสอบสวนได้ความว่า บ่อทรายที่เกิดเหตุเป็นของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากัน

นายสุชาติและนายสมเกียรติประกอบกิจการดูดทรายในบ่อทรายที่เกิดเหตุโดยไม่ได้รับใบอนุญาต พนักงานสอบสวนจึงมีคำสั่งฟ้องนายสุชาติและนายสมเกียรติในข้อหาประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 (ดูดทราย) โดยไม่ได้รับใบอนุญาต แล้วส่งสำนวนการสอบสวนต่อพนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพื่อดำเนินการฟ้องนายสุชาติและนายสมเกียรติต่อศาลชั้นต้นต่อไป หลังจากพนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยารับสำนวนการสอบสวนดังกล่าวจากพนักงานสอบสวนแล้ว พิจารณาเห็นว่า จำเลยทั้งสองร่วมกระทำความผิดกับนายสุชาติและนายสมเกียรติด้วย จึงมีหนังสือแจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองตามหนังสือของสำนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เรื่องให้ดำเนินคดีแก่บริษัทสหศิลาพิชิตโชค

จำกัด นางรัตนา และนายพิชิต พนักงานสอบสวนจึงได้เรียกให้จำเลยทั้งสองมาพบแล้วแจ้งข้อกล่าวหาจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันเป็นผู้ประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 (ดูดทราย) โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ พนักงานสอบสวนได้บันทึกคำให้การของจำเลยทั้งสองไว้ จากนั้นรวบรวมพยานหลักฐานในการสอบสวนเสนอต่อพนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ เห็นว่า ความผิดฐานประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 (ดูดทราย) โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 มาตรา 5, 7, 12, 50 ที่โจทก์ฟ้องนี้เป็นความผิดอาญาแผ่นดินไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัวอันยอมความได้

ประกอบกับคดีนี้พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้มีหนังสือถึงผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบางบาล ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2547 เรื่องให้ดำเนินคดีแก่บริษัทสหศิลาพิชิตโชค จำกัด นางรัตนาและนายพิชิต ซึ่งหนังสือดังกล่าวถือได้ว่าเป็นคำกล่าวโทษเพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองแล้ว ดังนั้นแม้จะไม่มีผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 วรรคหนึ่ง และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 บัญญัติว่า ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาลโดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน เมื่อปรากฏว่าคดีนี้ได้มีการสอบสวนโดยไม่ปรากฏว่าการสอบสวนไม่ชอบ

โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฉะนั้น พนักงานอัยการจะมีอำนาจแนะนำหรือสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเพื่อเอาผิดแก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ และคำกล่าวโทษหรือคำร้องทุกข์จะต้องมีรายละเอียดอย่างไร จึงจะทำให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ได้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์ · ประทีป เฉลิมภัทรกุล · โสภณ โรจน์อนนท์
Lower court
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นายสมภาส ทองหวาน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
Supreme Court black case no.
สว.(อ)157/2552
Trial court black case no.
อ2020/2548
Trial court red case no.
อ2371/2550
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกสิ่งแวดล้อม
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 459/2567

ความผิดฐานแปรรูปไม้ประดู่โดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานมีไม้ประดู่แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานแปรรูปไม้ประดู่และไม้สะเดาโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานมีไม้ประดู่และไม้สะเดาแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้…

Supreme Court Judgment No. 4339/2558

โจทก์ระบุข้อหาของจำเลยมาในช่องฐานความผิดที่หน้าฟ้องว่า ตั้งและประกอบกิจการโรงงาน (ในท้องที่ห้ามตั้งโรงงาน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 มาตรา 12, 32 (1),…

Supreme Court Judgment No. 11858/2557

ป.วิ.อ. มาตรา 28 บัญญัติให้ทั้งพนักงานอัยการและผู้เสียหาย เป็นบุคคลซึ่งมีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาลได้ โดยในกรณีที่ผู้เสียหายเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนั้น ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นฟ้องต่อศาลได้โดยไม่จำต้องมีการสอบสวน…

Supreme Court Judgment No. 3130/2556

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหาได้มีอำนาจที่จะตรวจสอบเจ้าหน้าที่ของรัฐในความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม รายงานการสอบสวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติก็มิได้ชี้มู…

Supreme Court Judgment No. 7365/2554

หลังจากสืบพยานเสร็จ ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษา โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์เพิ่งทราบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับประวัติการต้องโทษของจำเลยและขอแก้ไขฟ้องว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงท…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up