Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1080/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ขณะศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แม้บทบัญญัติตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคแรกซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2534 มาตรา 18ยังไม่ใช้บังคับก็ตาม แต่ขณะที่โจทก์ทั้งสามยื่นฎีกาบทบัญญัติมาตราดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว คู่ความจะฎีกาได้หรือไม่ ต้องพิเคราะห์ตามบทกฎหมายที่ใช้บังคับขณะยื่นฎีกา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 80,627 บาท โจทก์ที่ 2 ฎีกาว่า ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดให้น้อยไปขอให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 273,342 บาท ดังนี้ จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับจำเลยที่ 1 จึงไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคแรก ที่แก้ไขใหม่

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสามสำนวนศาลชั้นต้นรวมพิจารณาพิพากษา โดยเรียกโจทก์สำนวนแรกว่าโจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์สำนวนที่สองว่าโจทก์ที่ 2และเรียกโจทก์สำนวนที่สามว่าโจทก์ที่ 3โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องมีใจความว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์จากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์บุคคลลัภย์ จำกัด จำเลยที่ 1และจำเลยที่ 2 ซึ่งมีจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการเป็นเจ้าของและร่วมกันครอบครองรถยนต์บรรทุกและร่วมกันเป็นนายจ้างของนายสมานซึ่งขับรถโดยประมาทชนรถยนต์โจทก์ที่ 1 ที่เช่าซื้อมาโดยมีโจทก์ที่ 2 เป็นผู้ขับและโจทก์ที่ 3 เป็นผู้โดยสารเป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายและโจทก์ที่ 2 กับโจทก์ที่ 3 ได้รับบาดเจ็บขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1จำนวน 114,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 288,342 บาท และแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 526,021.70 บาท

พร้อมดอกเบี้ยจำเลยทั้งสามให้การทั้งสามสำนวนมีใจความว่า โจทก์ที่ 1ไม่ได้เป็นเจ้าของไม่มีสิทธิครอบครองหรือใช้ประโยชน์รถยนต์คันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เช่าซื้อและรับมอบรถยนต์บรรทุกจากจำเลยที่ 2ผู้เป็นเจ้าของ และจ้างนายสมานเป็นลูกจ้างขับรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้เป็นนายจ้างของนายสมานเหตุที่เกิดเนื่องจากโจทก์ที่ 2 ขับรถยนต์ด้วยความประมาทด้วยความเร็วสูงมิได้ชะลอหรือหยุดรถในขณะที่ฝนตกถนนลื่นนายสมานไม่ได้ประมาท หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดสุขุมวิทเฟิร์สคาร์เร้นท์ ผู้เป็นเจ้าของหรือตัวแทนผู้ครอบครองรถยนต์ที่เกิดเหตุไปแล้ว ค่าเสียหายตามฟ้องเกินกว่าความเป็นจริง ขอให้ยกฟ้องระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องว่านายวิจิตรเป็นนายจ้างของนายสมานต้องร่วมรับผิดด้วย ขอให้เรียกเข้ามาเป็นจำเลยร่วม

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกตามขอจำเลยร่วมให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ที่ 1 ไม่ได้เป็นเจ้าของ ไม่มีสิทธิครอบครองหรือใช้ประโยชน์รถยนต์คันเกิดเหตุจึงไม่ใช่ผู้เสียหาย จำเลยร่วมไม่ได้เป็นนายจ้างของนายสมานไม่ต้องร่วมรับผิด หลังเกิดเหตุ โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและชำระค่าเสียหายเรียบร้อยแล้วหนี้เป็นอันระงับ โจทก์ที่ 2 และที่ 3 เสียหายในส่วนขาดรายได้ในการปฏิบัติงานไม่เกินคนละ 1,500 บาท คดีโจทก์ขาดอายุความขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามและจำเลยร่วม ร่วมกันชำระเงิน 80,627 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยและร่วมกันชำระเงิน 144,386.20 บาท แก่โจทก์ที่ 3 พร้อมดอกเบี้ยยกฟ้องโจทก์ที่ 1โจทก์ทั้งสามสำนวน

จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยร่วมอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 57,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ย ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยร่วม นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ทั้งสามสำนวนฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคแรก ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2534มาตรา 18 บัญญัติว่า "ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง

ฯลฯ แม้ขณะที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม2534 บทบัญญัติดังกล่าวจะยังไม่มีผลใช้บังคับตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2534มาตรา 2 ก็ตาม แต่ขณะที่โจทก์ทั้งสามสำนวนยื่นฎีกาเมื่อวันที่1 พฤศจิกายน 2534 นั้น บทบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้วคู่ความจะฎีกาได้หรือไม่ ต้องพิเคราะห์ตามบทกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะยื่นฎีกา คดีของโจทก์ที่ 1 มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติดังกล่าวที่โจทก์ที่ 1 ฎีกาว่าค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดให้นั้นน้อยไป ขอให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน114,000 บาท และพยานที่นำสืบฟังได้ว่า

จำเลยที่ 2 และที่ 3กับจำเลยร่วมเป็นนายจ้างของนายสมานต้องร่วมรับผิดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 ด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคแรก ที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ที่ 1 เป็นการไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สำหรับคดีของโจทก์ที่ 2 เฉพาะที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยกำหนดให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 80,627 บาท โจทก์ที่ 2 ฎีกาว่าค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดให้ดังกล่าวน้อยไป ขอให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 273,342 บาท

ดังนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับจำเลยที่ 1 จึงไม่เกินสองแสนบาทและฎีกาของโจทก์ที่ 2 เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายของศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248วรรคแรก ที่แก้ไขใหม่ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ที่ 2 เฉพาะที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เป็นการไม่ชอบเช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในส่วนนี้แล้ววินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงตามฎีกาของโจทก์ที่ 2 เฉพาะที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยร่วม และตามฎีกาของโจทก์ที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยร่วมมิได้เป็นนายจ้างของนายสมานปัญหาตามฎีกาโจทก์ที่ 3 ว่า ค่าเสียหายของโจทก์ที่ 3 ที่ต้องขาดประโยชน์จากรายได้พิเศษนอกเหนือจากเงินเดือนอันจำเลยที่ 1ต้องรับผิดมีเพียงใดแล้วกำหนดให้เป็นจำนวน 40,000 บาทพิพากษาแก้เป็นว่า

สำหรับค่าขาดประโยชน์จากรายได้พิเศษของโจทก์ที่ 3 นั้น ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้แก่โจทก์ที่ 3 จำนวน40,000 บาท ส่วนฎีกาของโจทก์ที่ 1 และฎีกาของโจทก์ที่ 2ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ให้ยก นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

Matter details

Panel of judges
สมิทธิ์ วราอุบล · สมาน เวทวินิจ · จิระ บุญพจนสุนทร
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 1020/2567

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา" และวรรคสอง บัญญัติว่า "การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาล…

Supreme Court Judgment No. 3826/2562

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดก จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่ตนเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งหกในฐานะทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดก ขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งหก จึงเป็นเรื่องที…

Supreme Court Judgment No. 2262/2562

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 6,000 บาท นับจากวันฟ้อง จำเลยให้การว่า จำเลยอยู่ในฐานะเป็นผู้ที่จะได้รับการจดทะเบียนอยู่ก่อน โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจ…

Supreme Court Judgment No. 6381/2562

ค่าขาดไร้อุปการะเป็นหนี้ที่สามารถแบ่งแยกเป็นส่วนของโจทก์แต่ละคน โดยโจทก์ทั้งสองสามารถฟ้องเรียกเฉพาะส่วนของตนโดยลำพังได้ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงต้องถือตามจำนวนค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์แต่ละคนมีสิ…

Supreme Court Judgment No. 4839/2562

การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ มิใช่เป็นคดีที่โจทก์ร่วมฟ้องเองโดยตรง จึงต้องถือว่…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up