คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์นำยึดทรัพย์จำเลยเพื่อขายทอดตลาดตามคำพิพากษา
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าที่ดินกับเรือนที่โจทก์นำยึดเป็นของจำเลยที่ 1 ซึ่งได้ทำสัญญาจำนองต่อเจ้าพนักงานที่ดินไว้กับผู้ร้อง และค้างชำระต้นเงินกับดอกเบี้ยรวม 26,916 บาท โดยจำเลยที่ 1 ลงชื่อเป็นเจ้าของในใบไต่สวน การจำนองนี้จำเลยที่ 2 ผู้เป็นภริยาทราบดี และนำเงินที่จำนองมาซื้อรถยนต์หาประโยชน์ร่วมกันกับจำเลยที่ 1 จึงขอให้งดการขายทอดตลาดจนกว่าจะไถ่จำนองหรือถ้าศาลสั่งขาย ก็ให้หักใช้หนี้จำนองกับดอกเบี้ยก่อนโจทก์ให้การว่า ทรัพย์ที่ยึดเป็นทรัพย์ส่วนตัวของจำเลยที่ 2ก่อนจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาก่อนสมรสว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับทรัพย์ของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 มีชื่อในหน้าสำรวจเพื่อขอออกโฉนด แต่โฉนดยังมิได้ออกให้ การจำนองเป็นโมฆะ จำเลยที่ 2 ไม่รู้เห็นในการจำนอง ขอให้ยกคำร้องศาลชั้นต้นเห็นว่า การจำนองถูกต้องตามกฎหมาย จึงสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองก่อนโจทก์อุทธรณ์
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 นำสำรวจที่พิพาทและลงชื่อในใบไต่สวนว่าเป็นของจำเลยที่ 1 แล้วเอาไปจำนองกับผู้ร้องนั้นเป็นการแสดงตนว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่พิพาทและจำเลยที่ 2 ก็ทราบดี เงินที่จำนองก็นำมาซื้อรถยนต์ใช้รับส่งคนโดยสารอันเป็นอาชีพของจำเลยทั้งสองร่วมกันเป็นเหตุให้ผู้รับจำนองเชื่อโดยสุจริตว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 สัญญาจำนองจึงผูกพันทรัพย์รายนี้และใช้บังคับกันได้ส่วนฎีกาที่ว่า ค่าขึ้นศาลโจทก์ควรเสียในทุนทรัพย์เพียง 5,500 บาท ตามราคาที่โจทก์นำยึดนั้น เห็นว่า แม้เรื่องนี้จะเป็นเรื่องขอให้ชำระหนี้จำนองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 289 ไม่ใช่เป็นเรื่องร้องขัดทรัพย์ตามมาตรา 288 ก็ดี แต่เมื่อฝ่ายใดไม่พอใจคำสั่งศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ฎีกามา ก็เป็นการฟ้องคดีต่อศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงต้องเสียค่าธรรมเนียมอย่างคดีธรรมดาและต้องเสียค่าขึ้นศาลตามราคาทรัพย์ที่ผู้ร้องตั้งพิพาทพิพากษายืน