Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2532 (ref. 109115)

พ.ศ. 2532 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยสั่งอาวุธปืนซึ่งเป็นของต้องจำกัดตามพระราชบัญญัติศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักรโดยใช้ใบอนุญาตอันเป็นหนังสือราชการปลอม แม้จำเลยจะได้ชำระค่าภาษีศุลกากรครบถ้วนเนื่องจากเจ้าหน้าที่ศุลกากรเข้าใจผิดไปว่าอาวุธปืนนั้นได้รับอนุญาตให้นำเข้าถูกต้องตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยก็เป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงข้อห้ามหรือข้อจำกัดอันเกี่ยวกับของนั้นครบองค์ประกอบความผิดฐานนำของต้องจำกัดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 27 แล้ว การที่จำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้นำเข้าในใบขนสินค้าขาเข้าโดยระบุชนิดของอาวุธปืน จำนวน ขนาด ประเทศที่ผลิตหรือสั่งซื้อผิดไปจากใบอนุญาตที่แท้จริง ถือได้ว่าเป็นการสำแดงความเท็จหรือไม่สมบูรณ์ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 99 แล้วและเป็นความผิดโดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยมีเจตนาหรือกระทำโดยประมาทเลินเล่อหรือหาไม่

Provisions the court ruled on

พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 Section 27 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 Section 99

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสี่สำนวนศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันโดยโจทก์ทั้งสีสำนวนฟ้องมีใจความอย่างเดียวกันว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ได้ร่วมกันทำปลอมใบอนุญาตให้สั่งหรือนำเข้าซึ่งอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนฯ (แบบ ป.๒) และใช้เอกสารปลอมดังกล่าวไปยื่นต่อเจ้าหน้าที่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด เพื่อให้ติดต่อสั่งอาวุธปืนจากต่างประเทศซึ่งเป็นของต้องจำกัดมิให้นำเข้า และต่อมาเมื่อบริษัทในต่างประเทศได้ส่งอาวุธปืนมาให้ตามที่จำเลยสั่งแล้ว จำเลยทั้งสองได้ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรประจำด่านศุลกากรท่าอากาศยานกรุงเทพพร้อมกับแบบ ป.๒ ปลอม เป็นอาวุธปืนพกรวม ๗๑๖ กระบอกเป็นเงิน ๑,๑๖๖,๗๔๙.๑๙ บาท และค่าภาษีเป็นเงิน ๔๙๙,๙๕๓.๑๙ บาทซึ่งเป็นความเท็จ

ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔, ๒๖๕, ๒๖๘, ๘๓ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ลงวันที่ ๒๑พฤศจิกายน ๒๕๑๘ ข้อ ๒ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗,๒๔, ๗๒, ๗๓ พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๐๑ มาตรา ๖พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๑๗ มาตรา ๓ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ ๔๔ ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๑๙ข้อ ๖, ๘ พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗, ๙๙พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๔๘๒ มาตรา ๑๖พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๓พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๔พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. ๒๔๘๗มาตรา ๔, ๕, ๖, ๗, ๘, ๙ ริบของกลาง จ่ายเงินสินบนให้แก่ผู้แจ้งความเพื่อขอรับเงินสินบนกับจ่ายเงินรางวัลให้เจ้าพนักงานผู้จับและให้นับโทษแต่ละสำนวนติดต่อกัน

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธทั้งสี่สำนวน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๙๙ ให้เรียงกระทงไปตามสำนวนแต่ละสำนวนไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ รวมเป็น ๔ กระทงให้ปรับจำเลยที่ ๑ กระทงละ ๑๕,๐๐๐ บาท ปรับจำเลยที่ ๒ กระทงละ ๑๐,๐๐๐ บาท รวมปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๖๐,๐๐๐ บาท ปรับจำเลยที่ ๒ เป็นเงิน ๔๐,๐๐๐ บาท ริบของกลาง และให้จ่ายเงินสินบนนำจับให้แก่ผู้แจ้งความนำจับ กับจ่ายเงินให้แก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมายข้อหาอื่นให้ยกทุกข้อหา โจทก์และจำเลยทั้งสองทั้งสี่สำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานสำแดงเท็จตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๙๙ ของกลางคืนเจ้าของ และไม่จ่ายสินบนและเงินรางวัล นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ทั้งสี่สำนวนฎีกา โดยอธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่า มีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยฟังข้อเท็จจริงว่า ต้นฉบับใบอนุญาตแบบ ป.๒ ท่อน ๓ ที่จำเลยรับรองสำเนาถูกต้องนั้นเป็นเอกสารปลอม แต่พยานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานปลอมเอกสาร และการที่จำเลยทั้งสองนำเอกสารดังกล่าวไปแสดงต่อธนาคารนครหลวงไทย จำกัด สำนักงานใหญ่ กับนำไปยื่นต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรโดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากเอกสารปลอมนั้นทั้งได้ใช้เอกสารปลอมหลายครั้งหลายหนและหลายฉบับด้วยกัน แสดงว่าจำเลยทั้งสองใช้ใบอนุญาตแบบ ป.๒ โดยรู้อยู่ว่าเป็นเอกสารที่ทำปลอมขึ้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมรวม ๘ กระทง และสำหรับปัญหาข้อกฎหมายที่ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันสั่งและนำมาซึ่งอาวุธปืนเพื่อการค้า อันเป็นของต้องจำกัดโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗ หรือไม่นั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า อาวุธปืนเป็นของต้องจำกัดตามความหมายของพระราชบัญญัติศุลกากรดังกล่าวเมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองสั่งอาวุธปืนเข้ามาในราชอาณาจักรโดยใช้ใบอนุญาตอันเป็นหนังสือราชการปลอการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานกระทำด้วยประการใด ๆ ในการหลีกเลี่ยงข้อห้ามหรือข้อจำกัดอันเกี่ยวแก่ของนั้นแม้จำเลยทั้งสองจะได้ชำระค่าภาษีศุลกากรครบถ้วนแล้ว ก็เนื่องจากเจ้าหน้าที่ศุลกากรอาจเข้าใจผิดไปว่าอาวุธปืนอันเป็นของต้องจำกัดนั้นได้รับอนุญาตให้นำเข้าถูกต้องตามกฎหมายดังได้วินิจฉัยมาแล้วจำเลยทั้งสองจึงยังหาพ้นจากความผิดดังกล่าวไปไม่ เพราะการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงข้อห้ามหรือข้อจำกัดอันเกี่ยวกับของนั้นครบองค์ประกอบเกี่ยวกับความผิดฐานนำของต้องจำกัดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเป็นประการสุดท้ายคือ จำเลยทั้งสองจะมีความผิดฐานร่วมกันสำแดงเท็จตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๙๙ หรือไม่นั้นศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองสั่งอาวุธปืนเข้ามาในราชอาณาจักรโดยใช้ใบอนุญาตอันเป็นหนังสือราชการปลอม โดยจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อเป็นผู้นำเข้าในใบขนสินค้าขาเข้าระบุชนิดของอาวุธปืนจำนวน ขนาด ประเทศที่ผลิตหรือสั่งซื้อให้ผิดไปจากใบอนุญาตที่แท้จริง ถือได้ว่าเป็นการสำแดงความเท็จหรือความไม่สมบูรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙๙ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ ซึ่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๔๘๒ มาตรา ๑๖ บัญญัติว่า ให้ถือว่าเป็นความผิดโดยมิพักต้องคำนึงว่าผู้กระทำมีเจตนาหรือกระทำโดยประมาทเลินเล่อหรือหาไม่

ฉะนั้นจำเลยทั้งสองจึงมีความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว และความผิดฐานนี้เป็นกรรมเดียวกันกับความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗ จึงต้องลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐แต่ในความผิดดังกล่าวข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำ๔ ครั้ง จึงเป็นความผิดรวม ๔ กระทงด้วยกัน ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๖๘ วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๒๖๕ การกระทำของจำเลยทั้งสองฐานใช้เอกสารราชการปลอมเป็นความผิดรวม ๘ กระทง ลงโทษปรับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนิติบุคคลกระทงละ ๒,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ กระทงละ ๑ ปี และจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖ มาตรา ๒๗, ๙๙ ให้ลงโทษตามมาตรา ๒๗ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานนี้เป็นความผิดรวม ๔ กระทง ให้ปรับจำเลยที่ ๑ สี่เท่าของราคาอาวุธปืน รวมค่าอากรรวม ๔ กระทง เป็นเงิน ๖,๖๖๖,๘๐๙.๕๒ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ กระทงละ๑ ปี รวมปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๖,๖๘๒,๘๐๙.๕๒ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ รวม ๑๒ ปี หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระค่าปรับให้ยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับตามมาตรา ๒๙ ริบของกลาง และให้จ่ายเงินสินบนแก่ผู้แจ้งความเพื่อขอรับเงินสินบน กับจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.

Matter details

Panel of judges
ดุสิต วราโห · เสริมพงศ์ วรยิ่งยง · เกียรติ จาตนิลพันธุ์
Lower court
ศาลอาญา - นายวิน จันทร์เจริญ
ศาลอุทธรณ์ - นายบุญส่ง วรรณกลาง
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 1889/2546

ในชั้นชี้สองสถานศาลภาษีอากรกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ 5 ข้อ คือ 1. โจทก์มีอำนาจฟ้องและหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ 2. ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ 3. คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ 4. ห้างหุ…

Supreme Court Judgment No. 1933/2545

คำฟ้องของโจทก์ที่บรรยายให้เห็นว่า จำเลยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์โดยระบุจำนวนเงินราคาสินค้าว่าเป็นเท่าไร จำเลยชำระให้โจทก์แล้วจำนวนเท่าไร เหลือหนี้ค่าสินค้าอีกเท่าไรที่จำเลยต้องรับผิดพร้อมดอกเบี้ย โดยกำหน…

Supreme Court Judgment No. 6925/2538

บทบัญญัติของมาตรา16แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร(ฉบับที่9)พ.ศ.2482ซึ่งบัญญัติว่า"การกระทำที่บัญญัติไว้ในมาตรา27แห่งพระราชบัญญัติศุลกากรพุทธศักราช2469นั้นให้ถือว่าเป็นความผิดโดยมิพักต้องคำนึงว่าผู้กระทำมีเจ…

Supreme Court Judgment No. 4589/2536

โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทมาโดยสุจริตจากโจทก์ร่วมผู้เป็นพ่อค้าขายรถยนต์ โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาท และมีสิทธิติดตามเอาคืนตามอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1336 แม้จำเลยที่ 1 ท…

Supreme Court Judgment No. 4082/2534

ความผิดตาม พ.ร.บ. ศุลกากรฯ มาตรา 27 ฐานหลีกเลี่ยงอากร กับมาตรา 99 ฐานสำแดงเท็จ เป็นความผิดต่างกรรมกัน คดีอาญาจะเลิกกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 37(4) โดยการเปรียบเทียบคดี ตาม พ.ร.บ. ศุลกากร มาตรา 102,102 ทวิ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up