Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1108/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ค่าเสียหายที่กำหนดไว้ในสัญญาถือ ว่าเป็นเบี้ยปรับซึ่ง โจทก์มีสิทธิเรียกเอาได้ แต่ ศาลมี อำนาจที่จะพิจารณาว่าเป็นจำนวนพอสมควรหรือไม่เพียงใด และการเรียกค่าเสียหายอันเป็นเบี้ยปรับกับการไม่คืนเงินมัดจำเป็นคนละกรณีกัน การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เพิ่มขึ้นเพราะจำเลยไม่คืนเงินมัดจำให้โจทก์ย่อมไม่เป็นการสมควร เพราะโจทก์ต้อง ได้ รับเงินมัดจำคืนตาม ฟ้องซึ่ง ศาลวินิจฉัยให้คืนอยู่แล้ว.

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญให้โจทก์แปลงหนึ่งเนื้อที่ 20 ไร่ 2 งาน ตั้งอยู่ที่ห้วยน้ำจันทร์หมู่ที่ 1 ตำบลแจงงาม อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ราคา 132,500บาท วางมัดจำ 60,000 บาท ตกลงว่าถ้าจำเลยไม่จดทะเบียนโอนขายให้โจทก์ภายในกลางเดือน 8 พ.ศ. 2528 จำเลยยอมใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์120,000 บาท ครั้นถึงกำหนดจำเลยแจ้งโจทก์ว่าโอนที่ดินให้ไม่ได้เพราะเป็นป่าสงวนแห่งชาติ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาจะซื้อขาย ให้จำเลยคืนมัดจำ 60,000 บาท พร้อมใช้ค่าเสียหายอีก 120,000 บาทรวมเป็นเงิน 180,000 บาท จำเลยเพิกเฉย ขอให้ศาลบังคับและขอดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้อง กับดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จให้โจทก์จำเลยให้การว่า

ไม่เคยบอกขายที่พิพาทให้โจทก์เพราะอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติโอนกันไม่ได้ โจทก์ก็ทราบดี แต่โจทก์เป็นฝ่ายขอซื้อจากจำเลยเอง วางมัดจำ 60,000 บาท ที่เหลือ 72,500 บาท โจทก์จะชำระให้ภายในกลางเดือน 8 พ.ศ. 2528 หากโจทก์ผิดสัญญายอมให้ริบมัดจำหลังจากทำสัญญาจะซื้อขายแล้ว โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาททันที โดยโจทก์ปลูกที่พักอาศัยนำครอบครัวเข้าอยู่และทำไร่แตงโมกับทำนาจนเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้เรียบร้อยแล้ว ครั้นถึงกำหนดกลางเดือน 8 พ.ศ. 2528 โจทก์ผิดนัดไม่ชำระเงิน 72,000 บาท ให้จำเลยจำเลยจึงบอกเลิกสัญญา และให้โจทก์ออกไปจากที่พิพาท โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ไม่มีสิทธิเรียกคืนเงินมัดจำและค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยคืนเงินมัดจำ 60,000 บาท และชำระค่าเสียหาย 10,000 บาท

พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน60,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2528 และจากต้นเงิน 10,000บาท ตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2529 จนถึงวันชำระเสร็จให้โจทก์โจทก์จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 40,000บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2529จนถึงวันชำระเสร็จให้โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์จำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินกับโจทก์ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.1 ที่ดินเป็นที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จำเลยได้รับการผ่อนผันให้มีสิทธิทำกินชั่วคราว (ครั้งที่ 1) เนื้อที่ 15 ไร่กำหนดเวลา 5 ปี ถึงวันที่ 17 ธันวาคม 2532 ตามหนังสืออนุญาตเอกสารหมาย ล.1 ในวันทำสัญญาโจทก์วางเงินมัดจำให้จำเลย 60,000 บาทส่วนที่เหลือโจทก์ยังไม่ได้ชำระ จำเลยไม่ได้ไปจดทะเบียนโอนขายให้โจทก์ ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยข้อแรกมีว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เหตุที่จะวินิจฉัยว่าฝ่ายใดผิดสัญญาซึ่งต้องฟังก่อนว่าโจทก์ได้รู้หรือไม่ว่าที่ดินที่จะซื้อเป็นที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ อันทำให้ไม่อาจจะจดทะเบียนโอนแก่กันได้

ฝ่ายโจทก์มีตัวโจทก์ นายหวล แต่งศรี และนายแบน แป้นทอง มาเบิกความได้ความว่าตอนที่ทำสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.1 จำเลยไม่ได้บอกโจทก์ว่าที่ดินที่จะซื้อขายเป็นที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติจำเลยบอกว่าโอนได้และรังวัดไว้แล้ว ฝ่ายจำเลยนำสืบปฏิเสธว่าโจทก์รู้แล้ว เห็นว่านายแบนเป็นผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 6 ตำบลดอนเจดีย์ อำเภอดอนเจดีย์ได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในเอกสารหมาย จ.1 ไว้ด้วย นายชุบ โพธิ์ศรีนางทุเรียน เพ็งสุวรรณ และนายชิ้น หรุ่มเรืองวงศ์ พยานจำเลยก็ตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า เมื่อผู้เขียนเขียนสัญญาจะซื้อขายแล้วผู้เขียนได้อ่านให้โจทก์จำเลยและพยานฟัง ไม่มีฝ่ายใดคัดค้านว่าไม่ถูกต้อง แล้วโจทก์จำเลยและพยานลงชื่อ จึงน่าเชื่อว่าคู่กรณีประสงค์ที่จะให้เป็นไปตามข้อความในสัญญาเอกสารหมาย

จ.1 นั้น คดีฟังได้ว่าโจทก์ไม่รู้ว่าที่ดินตามสัญญาเป็นที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งในที่สุดจำเลยไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินให้โจทก์ได้จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา แม้ต่อมาจำเลยจะได้หนังสืออนุญาต (สทก.)เอกสารหมาย ล.1 มา จำเลยก็ไม่สามารถจดทะเบียนโอนให้โจทก์ได้ และเมื่อพิจารณาถึงราคาที่ดินที่ซื้อขายกันแล้วราคาไร่ละ 5,000 บาทซึ่งเป็นราคาสูงอยู่ ทำให้เห็นเจตนาของโจทก์ว่าประสงค์จะได้ที่ดินดังกล่าวมาเป็นกรรมสิทธิ์ของตน มิได้ประสงค์จะขอซื้อสิทธิครอบครองเท่านั้น จึงเห็นว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ต้องคืนเงินมัดจำให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จปัญหาต่อไปมีว่า

จำเลยต้องใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 120,000บาท ให้โจทก์ตามสัญญาหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาแล้ว ค่าเสียหายที่กำหนดไว้ในสัญญาจึงเป็นเบี้ยปรับซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกเอาได้ แต่ศาลมีอำนาจที่จะพิจารณาว่าเป็นจำนวนพอสมควรหรือไม่เพียงใด เห็นว่า การเรียกค่าเสียหายอันเป็นเบี้ยปรับกับการไม่คืนเงินมัดจำเป็นคนละกรณีกัน ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์อ้างว่าเพราะจำเลยไม่คืนเงินมัดจำให้โจทก์ จึงกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เพิ่มขึ้น นั้น ย่อมไม่เป็นการสมควรเพราะโจทก์ต้องได้รับเงินมัดจำคืนตามฟ้องอยู่ดังได้วินิจฉัยแล้ว ประโยชน์ที่โจทก์จะได้รับ หากจำเลยจดทะเบียนโอนให้ได้น่าจะมีไม่เกิน 30,000 บาท จึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5ต่อปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นกำหนด ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วนฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 30,000 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2529 จนถึงวันชำระเสร็จให้โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.

Matter details

Panel of judges
ชุม สุกแสงเปล่ง · เสริมพงศ์ วรยิ่งยง · มนู วงศ์แสงจันทร์
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 4932/2541

เงินประกันการเช่าตามสัญญาเช่าได้กำหนดให้โจทก์ผู้ให้เช่ามีสิทธินำค่าเช่าที่ค้างชำระหรือหนี้สินอื่นที่ค้างชำระมาหักเงินประกันค่าเช่าได้เมื่อจำเลยผู้เช่าขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากสถานที่เช่าเรียบร้อย…

Supreme Court Judgment No. 7122/2549

คำว่า "มัดจำ" ตาม ป.พ.พ. มาตรา 377 คือทรัพย์สินซึ่งได้ให้ไว้ในวันทำสัญญา ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ให้ไว้ในวันอื่น สัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ข้อ 3 ระบุว่า ในวันทำสัญญาโจทก์ผู้จะซื้อได้วางเงินมัดจำไว้ส่วนหนึ่งเป็…

Supreme Court Judgment No. 1336/2545

โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายตึกแถวกัน ต่อมาจำเลยปลูกสร้างตึกแถวเสร็จพร้อมที่จะโอนให้แก่โจทก์แล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมชำระราคาส่วนที่เหลือแก่จำเลย ทั้งโจทก์ยังขอร้องให้จำเลยช่วยบอกขายตึกแถวดังกล่าวให้ด้วย…

Supreme Court Judgment No. 1446/2541

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเป็นตัวแทนจำหน่ายน้ำดื่มบรรจุขวดกับโจทก์โดยจำเลยที่ 1 ต้องซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดจากโจทก์ไปจำหน่าย ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน2535 เป็นต้นไป แต่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญา ทำให้โจทก์เสียหาย ขา…

Supreme Court Judgment No. 1674/2539

สัญญาซื้อขายข้อ10ระบุว่าเมื่อครบกำหนดส่งมอบสิ่งของตามสัญญานี้แล้วผู้ขาย(จำเลยที่1)ไม่ส่งมอบสิ่งของที่ตกลงขายให้แก่ผู้ซื้อ(โจทก์)หรือส่งมอบสิ่งของทั้งหมดไม่ถูกต้องหรือส่งมอบสิ่งของไม่ครบจำนวนผู้ซื้อมีส…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up