Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1120/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มขึ้นอีก200,000 บาท โจทก์มิได้อุทธรณ์ในเนื้อหาแห่งคดีโดยตรง แต่โจทก์ได้ยกเหตุว่าค่าขึ้นศาลอันเป็นค่าฤชาธรรมเนียมนั้น มิได้กำหนดหรือคำนวณให้ถูกต้องตามกฎหมายและโต้แย้งคำสั่งศาลแล้ว จึงอุทธรณ์ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรพ.ศ. 2528 มาตรา 24 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 168 มาตรา 226 และ 247 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคหนึ่งกำหนดว่า ในคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์ที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้อง หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาท ในการพิจารณาว่าโจทก์จะเสียค่าขึ้นศาลเป็นจำนวนเท่าใด ต้องเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในตาราง 1ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ (1) การคิดค่าขึ้นศาลในคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ว่า คำฟ้องในกรณีปกติให้เรียกค่าขึ้นศาลโดยอัตรา 2.50 บาท ต่อทุก 100 บาท แต่ไม่ให้เกิน 200,000 บาทแม้ว่าทุนทรัพย์ที่เรียกร้องหรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทเมื่อคำนวณแล้วจะเกิน 200,000 บาท ก็ตาม ซึ่งหามีบทบัญญัติบังคับว่า ในคำฟ้องฉบับเดียวกันนั้นจะต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200,000 บาท เท่านั้นไม่แม้ว่ามีข้อหาหลายข้อหาด้วยกัน คำฟ้องตามมาตรา 1(3) หมายความว่า กระบวนพิจารณาใด ๆที่โจทก์ได้เสนอข้อหาต่อศาล เมื่อพิจารณาประกอบกับ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 29 แสดงให้เห็นว่าในการที่โจทก์เสนอข้อหาต่อศาลในคำฟ้องฉบับหนึ่งนั้นอาจมีข้อหาหลายข้อด้วยกันได้ และให้อำนาจแก่ศาลมีคำสั่งแยกคดีได้ในกรณีที่ศาลเห็นว่าข้อหาหนึ่งข้อหาใดเหล่านั้นมิได้เกี่ยวข้องกันกับข้อหาอื่น ๆหรือแม้ว่าข้อหาเหล่านั้นเกี่ยวพันกัน แต่ศาลเห็นว่าหากแยกพิจารณาข้อหาทั้งหมดหรือข้อใดข้อหนึ่งออกจากกันแล้วจะเป็นการสะดวกศาลก็มีอำนาจสั่งแยกข้อหาเหล่านั้นทั้งหมดหรือแต่ข้อใดข้อหนึ่งออกพิจารณาต่างหากเป็นเรื่อง ๆ ไปได้เท่านั้น มิได้บังคับว่าถ้าศาลสั่งแยกข้อหาแล้วจะเรียกค่าขึ้นศาลเพิ่มไม่ได้ และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคสี่ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าในคำฟ้องใดหรือฉบับเดียวกันในกรณีที่มีหลายข้อหาย่อมสามารถคิดค่าขึ้นศาลเป็นรายข้อหาไปได้ ซึ่งต้องพิจารณาถึงสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับของโจทก์ในคำฟ้องนั้นเป็นแต่ละข้อหาไปว่าเกี่ยวข้องกันหรือแยกกัน โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2538 และรอบระยะเวลาบัญชีปี 2539 การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลซึ่งเป็นภาษีอากรประเมิน ประมวลรัษฎากรว่าด้วยการเก็บภาษีจากบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมาตรา 65ได้กำหนดหลักเกณฑ์ว่าด้วยการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลว่าให้เสียเป็นรอบระยะเวลาบัญชี ดังนั้น ในกรณีการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของจำเลยซึ่งเป็นบริษัทจำกัดสำหรับกรณีพิพาทจึงมี 2 รอบระยะเวลาบัญชีคือรอบระยะเวลาบัญชีปี 2538 และรอบระยะเวลาบัญชีปี 2539 และอาจมีการดำเนินกิจการ มีผลประกอบการแตกต่างกันในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี ด้วยเหตุนี้ในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีในกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระภาษีจึงมีสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา และคำขอบังคับแตกต่างกันได้ กล่าวคือ การคิดคำนวณรายได้และหักรายจ่ายในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีเพื่อหากำไรสุทธิจึงแยกต่างหากออกจากกันได้โดยชัดแจ้ง ฉะนั้น สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์จึงไม่เกี่ยวข้องกัน สามารถแยกจากกันได้การที่โจทก์รวมภาษีทั้ง 2 รอบระยะเวลาบัญชีมาเป็นจำนวนเดียวและเสียค่าขึ้นศาลในอัตราสูงสุดครั้งเดียว โดยมิได้แยกทุนทรัพย์แต่ละข้อหาจึงไม่ถูกต้อง การที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลโดยแยกเป็นรอบระยะเวลาบัญชี จึงเป็นการชอบแล้ว

Provisions the court ruled on

ป.วิ.พ. Section 1 ป.วิ.พ. Section 29 ป.วิ.พ. Section 168 ป.วิ.พ. Section 226 ป.วิ.พ. Section 247 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 Section 24

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ภาษีอากรจำนวน58,159,477.17 บาท แก่โจทก์ และเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนคิดจากต้นเงินภาษี 33,474,338.39 บาท และ6,628,840.68 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2542 ว่าตามคำฟ้องของโจทก์อ้างว่าจากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานประเมินพบว่าจำเลยไม่ชำระภาษีหรือมีภาษีที่ต้องชำระในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2538 และ 2539 ซึ่งในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวสามารถคิดคำนวณจำนวนเงินภาษีที่จำเลยต้องชำระแยกต่างหากจากกันได้จึงให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์เรียกร้องในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีให้ครบถ้วนภายใน 15 วัน

นับแต่วันนี้ก่อนจึงจะพิจารณาสั่งคำฟ้องต่อไป โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มพร้อมกับโต้แย้งคำสั่งศาลตามคำแถลงโจทก์ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2542ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งรับคำฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไปจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยโดยนายเจริญ ปลื้มเกียรติชัยในฐานะผู้ชำระบัญชีชำระเงินค่าภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2538 จำนวน 33,474,338.39 บาท และรอบระยะเวลาบัญชีปี 2539 จำนวน 6,628,840.68 บาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีจำนวนดังกล่าว สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2538 ให้เริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลาหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จ และรอบระยะเวลาบัญชีปี 2539 ให้เริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลาหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จ

ค่าภาษีและเงินเพิ่มเมื่อคิดถึงวันฟ้องรวมกันแล้วต้องไม่เกินจำนวน 58,159,477.17 บาทและเงินเพิ่มที่คำนวณได้ดังกล่าวข้างต้นต้องไม่ให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งและเมื่อคำนวณเงินเพิ่มเท่ากับจำนวนภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งแล้วหรือจำเลยนำเงินค่าภาษีไปชำระให้แก่โจทก์จนครบถ้วนก่อนที่เงินเพิ่มจะมีจำนวนเท่ากับจำนวนค่าภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่ง ให้ยกเว้นเฉพาะเศษของบาทจากการคำนวณภาษีแก่จำเลยโจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเพียงว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มขึ้นอีก200,000 บาท นั้น ชอบหรือไม่ ซึ่งโจทก์มิได้อุทธรณ์ในเนื้อหาแห่งคดีโดยตรง แต่โจทก์ได้ยกเหตุว่าค่าขึ้นศาลอันเป็นค่าฤชาธรรมเนียมนั้นมิได้กำหนดหรือคำนวณให้ถูกต้องตามกฎหมายและโต้แย้งคำสั่งศาลแล้วจึงอุทธรณ์ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 24 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 168 มาตรา 226 และ 247

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์ในประการแรกว่า ตามตารางท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้กำหนดค่าขึ้นศาลไว้ในตาราง 1 ให้คำฟ้องแต่ละฉบับเรียกเก็บค่าขึ้นศาลในอัตรา 2.50 บาท ต่อทุกหนึ่งร้อยบาทแต่ไม่ให้เกิน 200,000 บาท คดีโจทก์คดีนี้เป็นคำฟ้องฉบับหนึ่งมีทุนทรัพย์เรียกร้องจำนวน 58,159,477.17บาท เมื่อคำนวณในอัตรา 2.50 บาทต่อทุก 100 บาท แล้วจะมีจำนวนเกิน200,000 บาท โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลไว้ในคำฟ้องจำนวน 200,000 บาทถูกต้องตามที่กำหนดไว้ในตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแล้ว ตามตาราง 1 กำหนดให้ชำระค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ในคำฟ้องมิได้กำหนดให้คำนวณค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีดังที่ศาลมีคำสั่งแต่ประการใด และโจทก์ยังอุทธรณ์ต่อไปว่าตามบทบัญญัติมาตรา 1(3)

บทวิเคราะห์ศัพท์ว่าด้วย "คำฟ้อง" และมาตรา 29 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแสดงให้เห็นว่าคำฟ้องเป็นกระบวนพิจารณาที่เสนอข้อหาต่อศาลมิได้หมายถึงข้อหาใดข้อหาหนึ่ง คำฟ้องฉบับหนึ่งจึงอาจมีหลายข้อหาหรือหลายเรื่องได้หรือข้อหาเดียวกันแต่เกิดหลายครั้งต่างเวลาได้ เพื่อขอให้ศาลบังคับไปพร้อมกันทีเดียวโดยไม่ต้องฟ้องเป็นหลายคำฟ้องหรือหลายคดีแต่ถ้าศาลเห็นว่าข้อหาข้อหนึ่งข้อใดเหล่านั้นมิได้เกี่ยวข้องกันกับข้อหาอื่น ๆ ศาลก็มีอำนาจสั่งให้แยกคดีได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ยื่นคำฟ้องมาเป็นคำฟ้องฉบับเดียว การคิดค่าขึ้นศาลจึงต้องคำนวณจากจำนวนรวมในคำฟ้องทั้งหมดคดีเดียวคือจากจำนวน 58,159,477.17 บาทมิใช่คิดจากทุนทรัพย์เป็น 2 จำนวนตามรอบระยะเวลาบัญชี

ดังที่ศาลมีคำสั่งเรียกเก็บค่าขึ้นศาลในคดีนี้ต้องไม่เกิน 200,000 บาท การที่ศาลเรียกเก็บค่าขึ้นศาลจากโจทก์เกินกว่า 200,000 บาท จึงไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 150 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ในคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์ที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้อง หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทในการพิจารณาว่าโจทก์จะเสียค่าขึ้นศาลเป็นจำนวนเท่าใด ต้องเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและบทบัญญัติที่โจทก์อ้างถึงคือตาราง 1 ข้อ (1) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยค่าขึ้นศาลนั้น เป็นการวางหลักเกณฑ์ทั่วไปว่าด้วยการคิดค่าขึ้นศาลในคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ว่า

คำฟ้องในกรณีปกติให้เรียกค่าขึ้นศาลโดยอัตรา2.50 บาท ต่อทุก 100 บาท แต่ไม่ให้เกิน 200,000 บาท แม้ว่าทุนทรัพย์ที่เรียกร้องหรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทเมื่อคำนวณแล้วจะเกิน 200,000บาท ก็ตาม ซึ่งหามีบทบัญญัติบังคับว่า ในคำฟ้องฉบับเดียวกันนั้นจะต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200,000 บาท เท่านั้นไม่ แม้ว่ามีข้อหาหลายข้อหาด้วยกัน และบทบัญญัติว่าด้วยคำฟ้องตามมาตรา 1(3)แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเป็นบทวิเคราะห์ศัพท์ที่ให้ขอบเขตหรือความหมายของคำว่า คำฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าคำฟ้องหมายความว่า กระบวนพิจารณาใด ๆที่โจทก์ได้เสนอข้อหาต่อศาลโดยเมื่อพิจารณาประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 29 ที่โจทก์อ้างก็แสดงให้เห็นว่าในการที่โจทก์เสนอข้อหาต่อศาลในคำฟ้องฉบับหนึ่งนั้นอาจมีข้อหาหลายข้อด้วยกันได้ และให้อำนาจแก่ศาลมีคำสั่งแยกคดีได้ในกรณีที่ศาลเห็นว่าข้อหาหนึ่งข้อหาใดเหล่านั้นมิได้เกี่ยวข้องกันกับข้อหาอื่น

ๆ หรือแม้ว่าข้อหาเหล่านั้นเกี่ยวพันกัน แต่ศาลเห็นว่าหากแยกพิจารณาข้อหาทั้งหมดหรือข้อใดข้อหนึ่งออกจากกันแล้วจะเป็นการสะดวกศาลก็มีอำนาจสั่งแยกข้อหาเหล่านั้นทั้งหมดหรือแต่ข้อใดข้อหนึ่งออกพิจารณาต่างหากเป็นเรื่อง ๆ ไปได้เท่านั้น มิได้บังคับว่าถ้าศาลสั่งแยกข้อหาแล้วจะเรียกค่าขึ้นศาลเพิ่มไม่ได้ และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคสี่ บัญญัติว่า ถ้าเนื่องจากศาลได้มีคำสั่งให้พิจารณาคดีรวมกัน หรือให้แยกคดีกัน คำฟ้องใดหรือข้อหาอันมีอยู่ในคำฟ้องใดจะต้องโอนไปยังศาลอื่นหรือจะต้องกลับยื่นต่อศาลนั้นใหม่ หรือต่อศาลอื่นเป็นคดีเรื่องหนึ่งต่างหากให้โจทก์ได้รับผ่อนผันไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลในการยื่นหรือกลับยื่นคำฟ้องหรือข้อหาเช่นว่านั้นเว้นแต่จำนวนทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์แห่งคำฟ้องหรือข้อหานั้นจะได้ทวีขึ้นในกรณีเช่นนี้ค่าธรรมเนียมศาลเฉพาะที่ทวีขึ้นให้คำนวณและชำระตามที่บัญญัติไว้ในวรรคก่อน

ดังนี้ ยิ่งแสดงให้เห็นว่าในคำฟ้องใดหรือฉบับเดียวกันในกรณีที่มีหลายข้อหาย่อมสามารถคิดค่าขึ้นศาลเป็นรายข้อหาไปได้ ซึ่งต้องพิจารณาถึงสภาพแห่งข้อหาข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับของโจทก์ในคำฟ้องนั้นเป็นแต่ละข้อหาไปว่าเกี่ยวข้องกันหรือแยกกันคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2538 และรอบระยะเวลาบัญชีปี 2539การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลซึ่งเป็นภาษีอากรประเมิน ประมวลรัษฎากรว่าด้วยการเก็บภาษีจากบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมาตรา 65 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ว่าด้วยการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลว่าให้เสียเป็นรอบระยะเวลาบัญชี ดังนั้น ในกรณีการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของจำเลยซึ่งเป็นบริษัทจำกัดสำหรับกรณีพิพาทจึงมี 2 รอบระยะเวลาบัญชีคือรอบระยะเวลาบัญชีปี 2538 และรอบระยะเวลาบัญชีปี 2539และอาจมีการดำเนินกิจการ

มีผลประกอบการแตกต่างกันในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี ด้วยเหตุนี้ในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีในกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระภาษีจึงมีสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา และคำขอบังคับแตกต่างกันได้ กล่าวคือ การคิดคำนวณรายได้และหักรายจ่ายในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีเพื่อหากำไรสุทธิจึงแยกต่างหากออกจากกันได้โดยชัดแจ้ง ฉะนั้น สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์จึงไม่เกี่ยวข้องกัน สามารถแยกจากกันได้ การที่โจทก์รวมภาษีทั้ง 2 รอบระยะเวลาบัญชีมาเป็นจำนวนเดียวและเสียค่าขึ้นศาลในอัตราสูงสุดครั้งเดียว โดยมิได้แยกทุนทรัพย์แต่ละข้อหาดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว จึงไม่ถูกต้อง ดังนั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลโดยแยกเป็นรอบระยะเวลาบัญชีและโจทก์ได้ชำระค่าขึ้นศาลในภายหลังจากยื่นฟ้องจนครบถ้วน จึงเป็นการชอบแล้วส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ในข้อต่อไปว่า ในอดีตก่อนจัดตั้งศาลภาษีอากรหรือเมื่อจัดตั้งศาลภาษีอากรแล้ว

ไม่เคยมีปรากฏว่ามีคดีใดที่ศาลเรียกค่าขึ้นศาลโดยคิดคำนวณทุนทรัพย์ตามรอบระยะเวลาบัญชีแต่อย่างใดและศาลเป็นหน่วยงานของรัฐมีหน้าที่อำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนซึ่งต้องดำเนินตามที่กฎหมายกำหนด การที่ศาลคิดค่าขึ้นศาลตามรอบระยะเวลาบัญชีแต่ละรอบเช่นนี้ โจทก์เห็นว่าน่าจะไม่ใช่ความมุ่งหมายของกฎหมาย ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ซึ่งอาจทำให้ประชาชนไม่คิดจะมาใช้บริการศาลอันเป็นวิธีการทางกฎหมาย หากแต่จะหันไปใช้วิธีการนอกกฎหมายต่อไป เห็นว่า ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้ศาลไม่ได้คิดค่าขึ้นศาลเป็นแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีดังที่โจทก์อ้างก็ตาม แต่ก็ไม่ผูกพันต่อศาลที่จะวินิจฉัยว่าในการฟ้องคดีในแต่ละคดีนั้น การเสียค่าขึ้นศาลที่ถูกต้องควรเป็นเช่นใด ซึ่งศาลย่อมมีอำนาจที่จะสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลตามที่เห็นว่าถูกต้องตามกฎหมายดังที่วินิจฉัยมาแล้วได้ และศาลเป็นหน่วยงานของรัฐที่จะอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ให้อำนาจแก่ศาลไว้ ซึ่งศาลก็ยึดหลักการดังกล่าวเป็นสำคัญตลอดมาบนพื้นฐานแห่งกฎหมายที่ให้อำนาจแก่ศาลและความเป็นธรรมการที่โจทก์อุทธรณ์ว่า

คำวินิจฉัยของศาลดังกล่าวว่ามิได้เป็นไปตามกฎหมายนั้น จึงไม่ถูกต้อง และที่โจทก์เห็นไปถึงขนาดว่าสภาพสังคมจะกลับไปสู่ยุคตาต่อตาฟันต่อฟันเพราะเหตุนี้นั้นเป็นการคาดการณ์ที่เป็นผลร้ายต่อสังคมเกินไปพิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา · เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ · โนรี จันทร์ทร
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 5682/2534

คำร้องที่จำเลยขอให้ศาลเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีมิใช่คำคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1(5) เพราะไม่ได้ตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ เมื่อศาลชั้นต้นยกคำร้อง จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาจำเลยจะอุทธรณ์ฎีกาคำสั่งระ…

Supreme Court Judgment, B.E. 2567 (ref. 713892)

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดี เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 ถือว่าเป็นคำฟ้องที่ยื่นภายหลังจากที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาค…

Supreme Court Judgment No. 3748/2565

ผู้ร้องยื่นคำร้องอ้างว่า ผู้ร้องครอบครองที่ดินเฉพาะส่วน โดยแบ่งการครอบครองเป็นสัดส่วน พร้อมกับขอให้กันส่วนที่ดินเฉพาะส่วนซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องออกจากที่ดินก่อนมีการขายทอดตลาด แม้ตามคำร้องจะใช้คำ…

Supreme Court Judgment No. 9835/2558

คำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ยึดหรือคำร้องขัดทรัพย์เป็นคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) ผู้ร้องจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 149 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องขัดทรั…

Supreme Court Judgment No. 6942/2558

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระเงินค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ การที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up