คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้ได้ความว่าเดิม มารดาจำเลยเป็นหนี้โจทก์อยู่ โจทก์จึงฟ้องเรียกหนี้สินไว้ที่ศาลแพ่งรวม ๔ สำนวนกับฟ้องคดีอาชญาหาว่าปลอมหนังสือและฉ้อโกง จำเลยซึ่งเป็นบุตร์จึงเข้าทำสัญญาต่อโจทก์ยอมรับใช้หนี้แทนมารดาผู้เดียวเป็นเงิน ๑๗๕,๐๐๐ บาท แต่มีข้อตกลงว่าให้โจทก์ถอนฟ้องคดีที่กล่าวมาแล้วทั้งสิ้น บัดนี้โจทก์ได้ถอนฟ้องคดีต่าง ๆ ไปจากศาลแล้ว แต่จำเลยยังหาได้ชำระหนี้ให้โจทก์ไม่ โจทก์จึงฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญา
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่าสำหรับคดีอาชญาเรื่องฉ้อโกงนั้นเป็นความผิดต่อส่วนตัว โจทก์มีสิทธิยอมความกันได้ แต่คดีฐานปลอมหนังสือนั้นไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว เป็นความผิดทำให้เกิดภยันตรายแก่ประชาชน เห็นว่าการสัญญาใช้เงินโดยมีเงื่อนไขให้ถอนคดีอาชญาชนิดนี้เป็นนิติกรรมที่มีเงื่อนไขขัดขวางต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนเป็นโมฆะตามประมวลแพ่ง ม.๑๑๓ และ ๑๕๐๒ แม้ไม่มีผู้ใดยกความข้อนี้ขึ้นต่อสู้ศาลก็ยกขึ้นเป็นข้อยกฟ้องได้่ แลข้อค้านของโจทก์ที่ว่าสัญญานี้มีสินจ้างรางวัลที่โจทก์ให้แก่จำเลยหลายข้ออาจแยกออกจากกันได้ หากศาลเดิมไม่สืบพะยานประกอบ ซึ่งเป็นการไม่ชอบนั้นเห็นว่าตามสัญญาตอน ๔ นั้น เมื่อโจทก์ปฏิบัติเงื่อนไขครบถ้วนตามสัญญาแล้วกล่าวคือ
ได้ถอนฟ้องคดีหมดทั้ง ๓ สำนวนแล้วจึงจะใช้เงินให้จำนวนหนึ่งซึ่งเป็นจำนวนรวมมิได้แยกว่าสำนวนใดเท่าใด แลตามสัญญาตอน ๗ ถ้าหากว่ามารดาาจำเลยถูกศาลลงโทษสัญญานี้จะต้องเลิกไปทั้งฉะบับทีเดียว ยิ่งชัดว่าไม่มีทางแม้แต่ข้อหนึ่งข้อใดที่จะแยกจากกันได้เลย ทั้งโจทก์จะสืบแก้ไขตัดทอนเพิ่มเติมก็เป็นอันไม่ได้ตามกฎหมาย
Result
จึงพิพากษายืนตามศาลล่าง ให้ยกฟ้องโจทก์