คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและจัดหางานโดยเรียกและรับค่าบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๓๔๑, ๓๔๓ พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๑๑ มาตรา ๗, ๒๘ ให้จำเลยร่วมกันคืนเงินจำนวน ๑,๙๙๗,๔๐๐ บาทแก่ผู้เสียหาย
จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๓, ๘๓ พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๑๑ มาตรา ๗, ๒๘ ฐานฉ้อโกงประชาชนจำคุกจำเลยที่ ๑ที่ ๒ ที่ ๓ คนละ ๕ ปี ปรับจำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นนิติบุคคล ๑๐,๐๐๐ บาท ฐานจัดหางานโดยมิได้รับอนุญาตปรับคนละ ๑,๐๐๐ บาท ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงินจำนวน ๑,๙๙๗,๔๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย
จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมกันคืนเงินจำนวน๑,๙๘๕,๔๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๓ ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย ๒ กรรม รวมจำคุกจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ คนละ ๕ ปี และปรับคนละ ๑,๐๐๐ บาท ลงโทษปรับจำเลยที่ ๔ เป็นเงิน ๑๑,๐๐๐ บาท ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงิน ๑,๙๙๗,๔๐๐ บาทแก่ผู้เสียหาย และศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ใช้เงินแก่ผู้เสียหายเพียง๑,๙๘๕,๔๐๐ บาท อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อย คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ ที่จำเลยที่ ๓ ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายโดยฎีกาข้อ ๒ อ้างว่าในวันสืบพยานจำเลยไม่มีทนายมาศาลจึงขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นสั่งไม่อนุญาต จำเลยได้อุทธรณ์คำสั่ง และศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นสำคัญดังกล่าว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น
เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ ๓ ดังกล่าวได้กล่าวอ้างเข้ามาลอยๆ ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๓ ได้อุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้แต่อย่างใดจึงไม่รับวินิจฉัยให้ และที่ฎีกาว่าข้อวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองเหมาเอาตามที่ผู้เสียหายยืนยันว่า จำเลยที่ ๓ เป็นพนักงานของบริษัท จำเลยที่ ๓ จึงมีความผิดก็ดี ฎีกาข้อ ๓ ที่ว่าไม่มีพยานโจทก์ยืนยันถึงการกระทำผิดของจำเลยที่ ๓ ก็ดี ล้วนแต่เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานทั้งสิ้น จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ส่วนฎีกาในข้อ ๔ ที่ว่า การกระทำของจำเลยอาจเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๑๑มาตรา ๗, ๒๗ ไม่ใช่มาตรา ๗, ๒๘ ตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยนั้น
แม้ปัญหาข้อนี้จะเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ก็เป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีเพราะโจทก์ขอให้ลงโทษตามมาตรา ๗, ๒๘และบทลงโทษทั้งมาตรา ๒๗ และ ๒๘ ต่างก็เป็นบทลงโทษของมาตรา ๗ ซึ่งได้กำหนดโทษไว้เท่ากัน ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ ๓ จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ ๓
Result
พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ ๓.