Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 11713/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ ป.พ.พ. มาตรา 1246 อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเพิกถอนทะเบียนบริษัทร้างยังมีผลใช้บังคับอยู่ จึงต้องใช้บทบัญญัติดังกล่าวบังคับแก่คดี เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่านายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดเชียงใหม่ได้ขีดชื่อโจทก์ออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้างและได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา บริษัทโจทก์จึงเป็นอันเลิกกัน ความเป็นนิติบุคคลของโจทก์ย่อมสิ้นไปโดยผลของกฎหมายก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ โดยโจทก์ ผู้ถือหุ้น หรือเจ้าหนี้ของโจทก์ยังไม่ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดเชียงใหม่กลับจดชื่อโจทก์ให้คืนเข้าสู่สถานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา 1246 (6) ดังนั้น โจทก์ย่อมไม่สามารถมอบอำนาจให้ ย. อดีตกรรมการของโจทก์ฟ้องคดีแทนโจทก์ได้ แม้มาตรา 1249 จะบัญญัติว่า ห้างหุ้นส่วนก็ดี บริษัทก็ดี แม้จะได้เลิกกันแล้ว ก็ให้พึงถือว่ายังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชีก็ตาม ก็เป็นการตั้งอยู่เพื่อการชำระบัญชี และการแก้ต่างว่าต่างในนามของโจทก์ย่อมเป็นอำนาจของผู้ชำระบัญชีตามมาตรา 1259 (1) เท่านั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 239,131,652 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 223,802,700 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนเพิ่มอีก 6,576,525 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 5,527,425 บาท นับแต่วันที่ 8 เมษายน 2542 เป็นต้นไป กับของต้นเงิน 1,049,100 บาท นับแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ กำหนดค่าทนายความรวม 100,000 บาท โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า เดิมโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 980, 982, 7151, 7152 ตำบลต้นเปา

อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 13 ไร่ 1 งาน 72 ตารางวา, 1 ไร่ 3 งาน 86.50 ตารางวา, 10 ไร่ 50 ตารางวา และ 10 ไร่ 1 งาน 17 ตารางวา ตามลำดับ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง คือ บ้านตัวอย่างและบ้านพักอาศัยหลายหลังในโครงการบ้านจัดสรรชื่อ "บ้านคัทรียา" ต่อมาที่ดินทั้งสี่แปลงดังกล่าวถูกเวนคืนบางส่วน อันเนื่องจากการดำเนินการของจำเลยตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 121 สายทางเลี่ยงเมืองเชียงใหม่รอบนอก พ.ศ.2540 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2540 โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 980 ถูกเวนคืนเนื้อที่ 1 ไร่ 85 ตารางวา คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 17,845 บาท

คิดเป็นเงิน 8,654,900 บาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 982 ถูกเวนคืนเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 54.90 ตารางวา คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 18,572 บาท คิดเป็นเงิน 14,020,002 บาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 7151 ถูกเวนคืนเนื้อที่ 5 ไร่ 64.30 ตารางวา คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 18,572 บาท คิดเป็นเงิน 38,338,179 บาท ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 7152 ถูกเวนคืนเนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 7.20 ตารางวา คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ 17,500 บาท คิดเป็นเงิน 33,376,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 94,391,525 บาท โจทก์ไม่พอใจจึงยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ต่อมารัฐมนตรีฯ วินิจฉัยว่า อัตราเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 980, 982 และ 7151 เหมาะสมแล้ว ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 7152 รัฐมนตรีฯ ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า นายทะเบียนได้ขีดชื่อโจทก์ออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246 เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2541 ก่อนที่โจทก์ฟ้องคดี เมื่อปรากฏว่าโจทก์หรือผู้ถือหุ้นหรือเจ้าหนี้ของโจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อสั่งให้กลับจดชื่อโจทก์คืนสู่ทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246 (6) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินและค่าทดแทนสำหรับสาธารณูปโภคบางส่วนให้แก่โจทก์รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 6,576,525 บาท โจทก์และจำเลยฎีกา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกาสรุปได้ว่า นายทะเบียนได้ขีดชื่อโจทก์ออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246 แล้ว โจทก์จึงสิ้นสภาพความเป็นนิติบุคคลอีกต่อไป โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2542 ซึ่งเป็นเวลาที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246 อันเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการเพิกถอนทะเบียนบริษัทร้างยังมีผลใช้บังคับ จึงต้องใช้บทบัญญัติดังกล่าวบังคับแก่คดีนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏตามหนังสือรับรองสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดเชียงใหม่ นายทะเบียนได้ขีดชื่อโจทก์ออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้างตามความในมาตรา 1246 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2541 และได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว

ดังนั้น บริษัทโจทก์จึงเป็นอันเลิกกัน และความเป็นนิติบุคคลของโจทก์ย่อมสิ้นไปโดยผลของกฎหมายตามมาตรา 1246 (5) เมื่อปรากฏว่า ขณะที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้น บริษัทโจทก์ผู้ถือหุ้นหรือเจ้าหนี้ของโจทก์ยังไม่ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดเชียงใหม่กลับจดชื่อบริษัทโจทก์ให้คืนเข้าสู่ทะเบียนเพื่อคืนสถานะเป็นนิติบุคคลตามมาตรา 1246 (6) บริษัทโจทก์ย่อมไม่สามารถมอบอำนาจให้นางยุพา อดีตกรรมการของโจทก์ฟ้องคดีแทนโจทก์ได้ แม้ตามมาตรา 1249 จะบัญญัติว่า ห้างหุ้นส่วนก็ดี บริษัทก็ดี แม้จะได้เลิกกันแล้ว ก็ให้พึงถือว่ายังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชีก็ตาม ก็เป็นการตั้งอยู่เพื่อการชำระบัญชีและการแก้ต่างว่าต่างในนามของบริษัทโจทก์ย่อมเป็นอำนาจของผู้ชำระบัญชีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1259 (1)

โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาคณะคดีปกครอง ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยในประเด็นข้ออื่นอีกเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

Result

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

Matter details

Panel of judges
ไสว จันทะศรี · นพวรรณ อินทรัมพรรย์ · วิเชียร มงคล
Lower court
ศาลแพ่ง - นายวรนันท์ ประถมปัทมะ
ศาลอุทธรณ์ - นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง
Supreme Court black case no.
ปค.30/2551
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 8413/2544

ตามหนังสือรับรองสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดเชียงใหม่ปรากฏว่า นายทะเบียนได้ขีดชื่อจำเลยที่ 1 ออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้างตามความในมาตรา 1246 แห่ง ป.พ.พ. แล้ว ดังนั้น บริษัทจำเลยที่ 1 จึงเป็นอัน…

Supreme Court Judgment No. 86/2540

แม้โจทก์ได้จดทะเบียนเลิกบริษัทแล้ว โดยมี ส.และ พ.เป็นผู้ชำระบัญชีก็ตาม แต่ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1249 บัญญัติให้ถือว่าบริษัทโจทก์ยังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี และตามมาตรา 1252บัญญัติให้…

Supreme Court Judgment No. 2753/2534

ห้างหุ้นส่วนแม้จะได้เลิกกันแล้วก็ให้ถือว่ายังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1249 ดังนั้น การแก้ต่างว่าต่างในนามของห้างฯ โจทก์ในอรรถคดีต่าง ๆ และการด…

Supreme Court Judgment No. 3103/2533

อำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้จำเลยยกขึ้นฎีกาโดยมิได้ว่ากล่าวกันมาแต่ศาลชั้นต้น ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการได้ล้มละลาย ห้างจำเ…

Supreme Court Judgment No. 9041/2554

ปัญหาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลจะพิจารณาในขณะยื่นฟ้องเป็นสำคัญ และการที่บริษัทเลิกกัน ป.พ.พ. มาตรา 1249 บัญญัติให้ถือว่ายังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี โดยผู้ชำระบัญชีมีหน้าที่…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up