Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 12204/2556

พ.ศ. 2556 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานบุกรุกเคหสถานที่อยู่อาศัยของผู้เสียหายที่ 3 ใช้ขวดน้ำมัน 3 ขวด ขว้างปาเข้าไปในบ้านพักอันเป็นการทำให้เสียหายซึ่งทรัพย์ของผู้เสียหายที่ 3 เป็นเหตุให้พัดลมตั้งโต๊ะแตกเสียหาย คิดเป็นเงิน 1,200 บาท ระหว่างพิจารณาผู้เสียหายที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอ้างว่า จำเลยยิงปืนเข้าไปในร้านที่เกิดเหตุ ทำให้สิ่งของภายในร้านเสียหาย พัดลมตั้งพื้น 1 ตัว ราคา 1,800 บาท น้ำมันเบนซิน 5 ขวด ราคา 200 บาท และทำให้สิ่งของอื่นในร้านเสียหาย 3,200 บาท ค่ากระทบกระเทือนทางจิตใจ 10,000 บาท นั้น แม้ผู้เสียหายที่ 3 จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่คำร้องดังกล่าวจะมีคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญามิได้ และต้องไม่ขัดหรือแย้งกับคำฟ้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคสาม ที่ผู้เสียหายที่ 3 เรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าน้ำมันเบนซิน 5 ขวด ราคา 200 บาท และทำให้สิ่งของอื่นในร้านเสียหาย 3,200 บาท มิใช่เป็นการเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายที่ 3 เป็นค่าน้ำมันเบนซิน 5 ขวด ราคา 200 บาท และทรัพย์สินอื่นเป็นเงิน 500 บาท จึงเป็นการไม่ชอบ แม้จำเลยไม่ได้ฎีกาในปัญหานี้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 358, 364, 365 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายสิทธิพัฒน์ ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 23,750 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 นางจินตนา ผู้เสียหายที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 13,200 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 3

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่ง ขอให้ยกคำร้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 358, 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 (ที่ถูก มาตรา 91) ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพยายามฆ่า จำคุก 10 ปี ฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานบุกรุกซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 11 ปี 12 เดือน ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 20,750 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และชำระค่าเสียหาย 1,900 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 3 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 จำคุก 3 เดือน ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพยายามฆ่า บุกรุก มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต กับยกคำขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งแก่ผู้เสียหายที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่า ร่วมกันบุกรุก ร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 และนายธนวัฒน์ ผู้เสียหายที่ 2 เป็นพยาน นอกจากนี้โจทก์มีร้อยตำรวจโทสมศักดิ์ พนักงานสอบสวน เป็นพยานเบิกความว่า เป็นผู้สอบปากคำผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ในชั้นสอบสวน แต่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ให้การยืนยันว่าจำเลยเป็นคนใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 เพียงแต่ให้การว่ากลุ่มของพวกจำเลยเป็นคนใช้อาวุธปืนยิง แต่ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 2 เบิกความตอบทนายความจำเลยถามค้านว่า ในชั้นสอบสวนผู้เสียหายที่ 2 ไม่ได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าเห็นคนร้ายคนที่ชักอาวุธปืนออกมา ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของร้อยตำรวจโทสมศักดิ์ที่เบิกความว่า

ผู้เสียหายที่ 2 ไม่ได้ให้การยืนยันว่าจำเลยเป็นคนใช้อาวุธปืนออกมายิงผู้เสียหายที่ 1 หากผู้เสียหายที่ 2 เห็นเหตุการณ์ขณะจำเลยชักอาวุธปืนออกมาเช่นนั้นจริง ผู้เสียหายที่ 2 คงต้องแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจในทันทีทันใดภายหลังเกิดเหตุ และต้องให้การยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวต่อร้อยตำรวจโทสมศักดิ์ การที่ผู้เสียหายที่ 2 เพิ่งจะเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงเช่นนั้นในชั้นพิจารณา จึงเป็นพิรุธ ไม่เชื่อว่าขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 จะเห็นจำเลยชักอาวุธปืนออกมา พยานโจทก์นอกจากนี้แล้วไม่มีผู้ใดเห็นเหตุการณ์ขณะคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 แม้ตามทางนำสืบของโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยรวมอยู่ในกลุ่มคนร้ายด้วยก็ตาม แต่ไม่ปรากฏพฤติการณ์อันแสดงว่าจำเลยร่วมรู้เห็นกับคนร้ายที่นำอาวุธปืนติดตัวมาและคบคิดกับคนร้ายดังกล่าวในการใช้อาวุธปืนยิงประทุษร้ายผู้เสียหายที่ 1 มาก่อน

การที่คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 เป็นกรณีเกิดขึ้นเป็นไปโดยกะทันหัน และเป็นการตัดสินใจของคนร้ายคนดังกล่าวโดยลำพัง พยานหลักฐานของโจทก์ไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่า ร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนกรณีความผิดฐานร่วมกันบุกรุกนั้น โจทก์มีนายภานุวัฒน์ และนายปิติพงศ์ เป็นพยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่า หลังจากมีเสียงปืนดัง 1 นัด นายภานุวัฒน์และนายปิติพงศ์เห็นจำเลยยืนอยู่หน้าบ้านเกิดเหตุ จำเลยขว้างขวดเข้าไปในบ้านเกิดเหตุหลายครั้ง ซึ่งคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากนี้ขัดแย้งกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ที่เบิกความว่า

เห็นจำเลยเข้าไปในบ้านเกิดเหตุแล้วมีเสียงแก้วแตก แต่ผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทางคดีโดยตรงและมีผลประโยชน์ขัดแย้งกับจำเลย จึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่จะเบิกความไปในทางสมประโยชน์แก่ผู้เสียหายทั้งสาม ดังนั้น จะต้องฟังคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ด้วยความระมัดระวัง ส่วนนายภานุวัฒน์และนายปิติพงศ์ไม่ปรากฏว่ามีผลประโยชน์ในทางคดีขัดแย้งกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นพยานคนกลาง คำเบิกความมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ข้อเท็จจริงในคดีจึงฟังได้ตามที่นายภานุวัฒน์และนายปิติพงศ์เบิกความว่าขณะจำเลยขว้างขวดเข้าไปในบ้านเกิดเหตุนั้น จำเลยยืนอยู่นอกบ้านเกิดเหตุ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เช่นนี้ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันบุกรุก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานบุกรุกเคหสถานที่อยู่อาศัยของผู้เสียหายที่ 3 ใช้ขวดน้ำมัน 3 ขวด ขว้างปาเข้าไปในบ้านพักอันเป็นการทำให้เสียหายซึ่งทรัพย์ของผู้เสียหายที่ 3 เป็นเหตุให้พัดลมตั้งโต๊ะแตกเสียหาย คิดเป็นเงิน 1,200 บาท ระหว่างพิจารณาผู้เสียหายที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอ้างว่า จำเลยยิงปืนเข้าไปในร้านที่เกิดเหตุ ทำให้สิ่งของภายในร้านเสียหาย พัดลมตั้งพื้น 1 ตัว ราคา 1,800 บาท น้ำมันเบนซิน 5 ขวด ราคา 200 บาท และทำให้สิ่งของอื่นในร้านเสียหาย 3,200 บาท ค่ากระทบกระเทือนทางจิตใจ 10,000 บาท นั้น เห็นว่า แม้ผู้เสียหายที่ 3 มีสิทธิยื่นคำร้องขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่คำร้องดังกล่าวจะมีคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญามิได้ และต้องไม่ขัดหรือแย้งกับคำฟ้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคสาม ที่ผู้เสียหายที่ 3 เรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าน้ำมันเบนซิน 5 ขวด

ราคา 200 บาท และทำให้สิ่งของอื่นในร้านเสียหาย 3,200 บาท มิใช่เป็นการเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายที่ 3 เป็นค่าน้ำมันเบนซิน 5 ขวด ราคา 200 บาท และทรัพย์สินอื่นเป็นเงิน 500 บาท จึงเป็นการไม่ชอบ แม้จำเลยไม่ได้ฎีกาในปัญหานี้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 1,200 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

Matter details

Panel of judges
กษิดิ์เดช จีนสลุต · อร่าม แย้มสอาด · ชุติมนต์ โพธิเดช
Lower court
ศาลจังหวัดชลบุรี - นายสญชัย กีรติกฤติยานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นางสาวรุ่งกานต์ ศรีตระกูลชัย
Supreme Court black case no.
อ.5098/2554
Trial court black case no.
อ3661/2550
Trial court red case no.
อ2740/2551
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 4380/2568

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามเฉพาะในความผิดข้อหาร่วมกันทำให้เสียทรัพย์และมิได้มีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วม เพราะความผิดข้อหาร่วมกันทำให้เสียทรัพย์มิใช่ค…

Supreme Court Judgment No. 2981/2568

สำเนาตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของบริษัทประกันภัยกำหนดค่าสินไหมทดแทนระบุจำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยสำหรับการเสียชีวิตไว้ 500,000 บาท โดยกำหนดค่าเสียหายเบื้องต้นไว้ 35,000 บาท ซึ่งตาม พ.ร.บ…

Supreme Court Judgment No. 2289/2568

โจทก์มิได้มีคำขอให้จำเลยคืนแหวนหรือใช้ราคาแทนให้แก่โจทก์ร่วม เนื่องจากแหวนดังกล่าวอยู่ในครอบครองของผู้รับจำนำ ซึ่งยังมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการไถ่ถอนการจำนำก่อนส่งมอบคืน แม้ว่าคดีถึงที่สุดแล้วโจทก์ร่วมจ…

Supreme Court Judgment No. 1037/2568

คดีนี้โจทก์มีอำนาจเรียกราคาใช้แทนรถจักรยานยนต์แทน ซึ่งโจทก์ร่วมสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงของจำเลยโดยตรงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 และมาตรา 44 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญ…

Supreme Court Judgment No. 618/2568

โจทก์บรรยายฟ้องว่า บริษัท อ. ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า บริษัทดังกล่าวจึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้า และความผิดฐานจำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up