คำฟ้องและคำให้การ
เมื่อศาลดำเนินการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ ๑ เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาแล้ว ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์โดยอ้างว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้จำเลย ที่ ๑ ตามคำพิพากษาอีกคดีหนึ่ง คือ ในคดีแดงที่ ๗๘/๒๕๐๒ และโจทก์ได้นำยึดทรัพย์ของจำเลยที่ ๑ ไว้หมดสิ้น ไม่มีทรัพย์อื่นที่ผู้ร้องจะนำยึดมาขายเอาเงินชำระหนี้ได้ โจทก์คัดค้านว่า ถ้าหากจะมีนิติกรรมอย่างใดแสดงว่า จำเลยเป็นลูกหนี้ผู้ร้อง นิติกรรมนั้นก็เกิดขึ้นด้วยการสมยอม มิได้เป็นหนี้กันจริงจัง โจทก์แถลงรับว่า เท่าที่ทราบจำเลยยังมีรถยนต์บรรทุกอยู่อีก ๑ คัน แต่สืบหาไม่พบว่าอยู่ที่ไหน นอกจากนี้จำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นใดอีกและรับว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้จำเลยตามคำพิพากษาในคดีแพ่งแดงที่ ๗๘/๒๕๐๒ จริง หากแต่เป็นหนี้สมยอมซึ่งใช้ยันโจทก์ไม่ได้แล้ว ศาลชั้นต้นสั่งงดการไต่สวนแล้ว มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยหนี้ในทรัพย์สินของจำเลยได้ตามที่ร้องขอ
คำพิพากษาศาลล่าง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำพิพากษาในคดีระหว่างผู้ร้องกับจำเลยมีผลพูกพันเฉพาะคู่กรณีเท่านั้น ไม่ผูกพันคนภายนอกมิให้โต้แย้งเป็นอย่างอื่น โจทก์จึงมีสิทธิที่จะโต้แย้งคัดค้านได้ว่าหนี้ระหว่างผู้ร้องกับจำเลยเป็นหนี้สมยอมกัน พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ศาลจะต้องดำเนินการพิจารณาคำขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องกับคำคัดค้านของโจทก์ แล้ววินิจฉัยสั่งไปตามประเด็น
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาเห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์
Result
จึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์