คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้บังอาจบุกรุกที่ดินของวัด โดยจำเลยได้มาปลูกสร้างบ้านเรือนลงและยึดถือที่ดินเอาเป็นของตน ขอให้พิพากษาแสดงว่าที่ดินตามฟ้องเป็นของวัดบรมวงษ์โจทก์ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้อง จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นมารดาและบุตรให้การร่วมกันว่า ที่พิพาทไม่ใช่ของวัดเป็นของจำเลยกับตัดฟ้องว่า (๑) โจทก์ได้มอบให้อัยการฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาหาว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปล้อมรั้วและลักตัดต้นไม้ไผ่ของวัดในที่พิพาท ศาลพิพากษายกฟ้องไปแล้วตามสำนวนคดีแพ่งที่ ๑๑๙๔/๒๔๙๕ ฟ้องโจทก์ในดคีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำ (๒) นายอรุณ ภาวะบุตร ผู้รับมอบอำนาจคดีนี้ไม่ได้เป็นไวยาวัจจกรของวัดบรมวงษ์โดยชอบด้วย ก.ม. ไม่มีอำนาจฟ้องแทนวัน
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าที่ในเส้นสีเขียวในแผนที่กลางเป็นของโจทก์ ให้ขับไล่จำเลยให้รื้อถอนเรือออกไป และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ป.วิ.อาญา ม. ๔๖ บัญญัติ ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งให้ศาลถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาและปรากฎว่าฟ้องของโจทก์ในคดีก่อนเป็นเรื่องฟ้องทางอาญาอย่างเดียว ไม่ได้เกี่ยวกับทางแพ่ง และในคดีอาญาแดงที่ ๑๑๙๔/๒๔๙๕ ที่โจทก์ฟ้องคราวนั้น ศาลเป็นแต่พิพากษาว่าจำเลยไม่มีเจตนาทุจริตลักทรัพย์หรือบุกรุกที่ดินของวัด ไม่ใช่เรื่องโต้เถียงการครอบครองถือสิทธิในทางแพ่ง ศาลหาได้ชี้ขาดที่พิพาทเป็นของใครไม่ จึงไม่เป็นการตัดสิทธิที่จะวินิจฉัยในคดีนี้ว่าเป็นที่ดินของวัดหรือไม่ส่วนข้อตัดฟ้องเรื่องมอบอำนาจนั้น ก็เห็นว่านายอรุณผู้รับมอบอำนาจจะเป็นไวยาวัจจกรของวัดบรมวงษ์โจทก์โดยชอบด้วย ก.ม.หรือไม่ ๆ สำคัญ เมื่อทางวัดมอบอำนาจให้นายอรุณโดยถูกต้องแล้ว ก็ย่อมฟ้องคดีแทนวัดได้ ส่วนข้อเท็จจริงฟังว่าที่พิพาทเป็นของวัด
Result
พิพากษายืน