คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในจำนวนทุนทรัพย์ 4,828,975.63 บาท ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 3 ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 3 ให้รับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกฎหมายไปเป็นจำนวนมาก เมื่อจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในจำนวนเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 3 จึงควรรับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ในจำนวนทุนทรัพย์ตามฟ้องและศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยพิพากษาแก้ในส่วนนี้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระหนี้จำนวนเดียวกันและให้ร่วมกันรับผิดในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมด้วย
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระหนี้ที่ลดลงจากคำพิพากษาศาลชั้นต้นเช่นนี้ คำวินิจฉัยของศาลฎีกาที่ให้จำเลยที่ 3 รับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีย่อมมีผลถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาด้วย ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นั้น เห็นว่า การที่โจทก์ใช้สิทธิดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 3 ให้รับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกฎหมายไปเป็นจำนวนมาก เป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 ต้องอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในจำนวนทุนทรัพย์ 4,709,472.66 บาท เกินกว่าความรับผิดของจำเลยที่ 3 ซึ่งมีอยู่เพียง 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จึงเห็นสมควรให้โจทก์รับผิดใช้ค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนนี้แก่จำเลยที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับนั้น
ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้น และที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่า หากศาลอุทธรณ์เห็นว่ากระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นชอบแล้ว ขอให้แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นให้จำเลยที่ 3 รับผิดชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ดังนั้น จำนวนเงิน 500,000 บาท ที่จำเลยที่ 3 ยอมรับผิดย่อมไม่ได้พิพาทกันจึงไม่ใช่ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ แต่จำเลยที่ 3 เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนนี้มาด้วย จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในจำนวนทุนทรัพย์ 500,000 บาท แก่จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเพื่อให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้องในส่วนของคำท้าและหากศาลฎีกาเห็นว่า
คำท้าของคู่ความเป็นไปโดยถูกต้องตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาในปัญหาเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ โดยมิได้ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยที่ 3 เป็นฝ่ายชนะคดีหรือยกฟ้องโจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 3 จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท ตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาราง 1 ข้อ (2) แต่จำเลยที่ 3 เสียค่าขึ้นศาลในชั้นนี้มาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลยที่ 3
Result
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดชำระเงินไม่เกินคนละ500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 500,000 บาทนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 พฤษภาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา ให้โจทก์ใช้ค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 3 จำนวน 105,237.50 บาท และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 12,500 บาท กับให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่จำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ