คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากโรงแรมซึ่งเช่าจากโจทก์และให้ใช้ค่าเสียหาย จำเลยต่อสู้ว่า ตกลงเช่ากัน ๘ ปี จำเลยไม่ผิดสัญญา และโจทก์ไม่เคยบอกกล่าวให้ออกจากที่เช่า คู่ความรับกันว่า จำเลยส่งค่าเช่าเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์๒๕๑๒ ไปให้โจทก์ทางธนาณัติ โจทก์ไม่รับ คงรับแต่ค่าเช่าเดือนมีนาคมไว้โดยรับเป็นค่าเสียหายซึ่งโจทก์ติดใจเรียกร้องเพียงเดือนละ ๔,๕๐๐ บาท สัญญาเช่า ๓ ฉบับมีกำหนดเวลา ๘ ปี ไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ศาลชั้นต้นงดสืบพยาน พิพากษาขับไล่จำเลยและบริวาร และให้ใช้ค่าเสียหาย
คำพิพากษาศาลล่าง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา ปัญหาที่ว่า ทำสัญญาเช่าโรงแรมพิพาทกัน ๓ ฉบับ ๓ ระยะรวมกัน ๘ ปี โดยไม่จดทะเบียน จะใช้ได้หรือไม่
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยให้การว่า ได้ทำสัญญาเช่า ๓ ฉบับล่วงหน้าไว้เป็น ๓ ระยะ รวมกันเกินกว่า ๓ ปี เป็นการหลีกเลี่ยงมาตรา ๕๓๘แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งบังคับว่าจะต้องจดทะเบียนการเช่าอสังหาริมทรัพย์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นจะบังคับกันได้เพียง๓ ปีเท่านั้น การเช่ารายนี้จึงบังคับกันได้เพียง ๓ ปี ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๗๖๘/๒๔๙๐ เมื่อการเช่ารายนี้มิได้จดทะเบียน จึงบังคับกันได้เพียง ๓ ปีคือเพียงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๑๑ การที่จำเลยอยู่ต่อมาในโรงแรมพิพาทที่เช่า อาจถือได้ว่าเป็นการเช่าไม่มีกำหนดเวลาตามมาตรา ๕๗๐หากจำเลยยังครองทรัพย์สินนั้นอยู่ และผู้ให้เช่ารู้ความนั้นแล้วไม่ทักท้วงแต่การที่จำเลยยังครองทรัพย์สินที่เช่าอยู่ต่อมา
เมื่อจำเลยจะส่งค่าเช่าเดือนมกราคม ๒๕๑๒ อันเป็นเดือนแรกนับแต่การเช่าสิ้นสุดลง โจทก์ก็ไม่ยอมรับและส่งค่าเช่าคืน นับว่าเป็นการทักท้วงตามความในมาตรา ๕๗๐เสียแล้ว จึงไม่อาจถือได้ว่า การอยู่ต่อมาของจำเลยเป็นการเช่าโดยไม่มีกำหนดเวลาอันจะต้องมีการบอกเลิกการเช่าให้ถูกต้องตามมาตรา ๕๖๖การเช่ารายนี้ระงับลงแล้วตามมาตรา ๕๖๔ เมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๑๑
Result
พิพากษายืน