คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้ศาลแพ่งพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าเช่าที่ค้างเป็นเงิน ๒๙๐๐๐ บาท และค่าเช่าแต่วันฟ้องในอัตราเดือนละ ๒๐๐๐ บาท จนกว่าจำเลยจะจัดการส่งมอบบ้านเช่าคืนแก่โจทก์ ในชั้นบังคับคดี จำเลยใช้เงินแก่โจทก์ ๑๖๔๘๙ บาท ๗๙ สตางค์ โจทก์จึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีศาลออกให้ตามคำขอของโจทก์
จำเลยยื่นคำร้องของดการบังคับคดีโดยอ้างเหตุ ๒ ประการคือ ๑. โจทก์ได้ลดค่าเช่าบ้านให้จำเลยจากเดือนละ ๒๐๐๐ บาทคงเหลือเดือนละ ๑๐๐๐ บาท เงินที่จำเลยชำระ ๑๖๔๘๙ บาท ๗๙ สตางค์ จึงครบจำนวนค่าเช่าที่ค้าง ๒. ค่าเช่าจากวันฟ้องนั้น จำเลยได้ออกจากสถานที่เช่าไปตั้งแต่คุณหญิงพงาฯ เข้ามาอยู่ในสถานที่เช่าแล้ว และโจทก์ได้ไปฟ้องเรียกค่าเช่าจากคุณหญิงพงาฯ สำนวนหนึ่งแล้ว ศาลแพ่งไต่สวนแล้ว สั่งยกคำร้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ลดค่าเช่าที่ค้างให้แก่จำเลยเหลือเดือนละ ๑๐๐๐ บาท อันเป็นการปลดหนี้นั้น ตาม ป.ม.แพ่งฯมาตรา ๓๔๐ วรรค ๒ จะต้องทำเป็นหนังสือ หนังสือที่จำเลยอ้างเป็นหนังสือโจทก์ถึงนายเลียง ไชยกาล หาใช่เป็นหนังสือปลดหนี้ที่จำเลยจะพึงอ้างได้ว่า โจทก์ทำให้แก่ตนไม่ฉะนั้นจะฟังหนังสือฉะบับนี้เป็นหลักฐานว่าโจทก์ยอมปลดหนี้ให้แก่จำเลยยังไม่ได้ ส่วนเรื่องค่าเช่านับแต่วันฟ้องนั้น ในชั้นโจทก์ฟ้องคดีขอให้ศาลบังคับเอาแก่จำเลย ๆ มิได้ต่อสู้เลยว่า จำเลยไม่ได้อยู่ในสถานที่เช่า จนศาลได้พิพากษาบังคับจำเลย และปัญหาข้อนี้ได้เป็นอันยุติไปแล้ว จำเลยจะกลับมาเถียงในชั้นบังคับคดีว่าโจทก์ไม่มีสิทธิบังคับเอาค่าเช่าจากจำเลย เพราะคุณหญิงพงาเช่าไป และจำเลยไม่ได้ครอบครองสถานที่เช่าอันเป็นการเถียงฝืนคำพิพากษาและคำบังคับคดีที่ออกบังคับแก่จำเลยเช่นนี้ย่อมฟังไม่ได้
Result
พิพากษายืน