คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่นามีโฉนด เนื้อที่ 8 ไร่ ราคา 8,800 บาทให้โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 1,200 บาทแก่โจทก์ เพราะจำเลยไม่ยอมแบ่งที่ให้ เป็นเหตุให้โจทก์เข้าทำนารายนี้ในปี 2492 ไม่ได้จำเลยให้การยืดยาวฟุ่มเฟือย คงมีใจความว่าจำเลยรับว่าได้ทำหนังสือสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์ฟ้องจริง แต่เกิดขึ้นโดยกลฉ้อฉลของโจทก์ ส่วนค่าเสียหายโจทก์ไม่ควรจะได้รับและว่าค่าเสียหาย 1,200 บาทแพงเกินควรครั้นต่อมาปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น โดยโจทก์จำเลยลงลายมือชื่อให้ไว้มีใจความสำคัญว่า "โจทก์จำเลยรับกันว่า ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามสำเนาท้ายฟ้องจริง...
คู่ความคงโต้เถียงกันเฉพาะเรื่องราคานาพิพาทและค่าเสียหายเท่านั้น...ค่าเสียหายโจทก์ว่า 1,200 บาท จำเลยว่า 600 บาท ในที่สุดคู่ความตกลงว่าไม่ติดใจโต้เถียงกันในเรื่องราคานา คงติดใจโต้เถียงกันแต่ในเรื่องค่าเสียหายเท่านั้น"ต่อมาปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับต่อมาว่า "คู่ความรับกันว่าค่าเสียหายที่โจทก์ไม่ได้ทำนาในปีนี้ คำนวณตามค่าเช่าเป็นเงิน 800 บาทจริง... คู่ความโต้เถียงกันในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ฝ่ายจำเลยขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดโจทก์ไม่คัดค้าน ศาลเห็นว่าประเด็นเท่าที่คู่ความแถลงรับกันพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยต่อไป"แล้ว
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งนาให้โจทก์ 8 ไร่ ราคา 8,800 บาท ให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 800 บาท กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมค่าทนาย 250 บาทแทนโจทก์จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยรับอยู่แล้วว่าได้ทำสัญญาประนีประนอมตามที่โจทก์นำมาฟ้องจริง ฉะนั้นเมื่อจำเลยกล่าวหาอ้างว่าสัญญานี้ไม่สมบูรณ์ เกิดขึ้นจากกลฉ้อฉลของโจทก์ ประเด็นข้อนี้จึงตกเป็นหน้าที่ของจำเลยต้องนำสืบ หาใช่เป็นหน้าที่โจทก์นำสืบดังจำเลยฎีกาไม่ตามที่จำเลยแถลงไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาของศาล 2 ครั้งเป็นที่เห็นได้ว่า จำเลยไม่ได้โต้เถียงต่อไปแล้วว่า สัญญาประนีประนอมยอมความรายนี้ไม่สมบูรณ์ จำเลยคงโต้เถียงต่อไปแต่ในเรื่องราคานากับค่าเสียหาย ซึ่งต่อมาจำเลยก็แถลงไม่โต้เถียงราคานาอีกและเรื่องค่าเสียหายจำเลยก็รับในที่สุดว่าคิดเป็นเงิน 800 บาท
คดีจึงไม่มีประเด็นที่จะสืบกันต่อไป จำเลยฎีกาว่าจำเลยไม่ได้รับในเรื่องความสมบูรณ์ของสัญญาประนีประนอมยอมความรายนี้นั้นฟังไม่ได้ และเมื่อศาลชั้นต้นสั่งไม่ให้จำเลยสืบพยาน จำเลยก็หาได้โต้แย้ง แม้ในอุทธรณ์และฎีกาของจำเลย จำเลยก็คงเถียงอยู่แต่ว่าเป็นหน้าที่โจทก์นำสืบเรื่องความสมบูรณ์ของสัญญารายนี้อยู่นั่นเอง ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน