Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 12685/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

คดีนี้โจทก์นายจ้างฟ้องขอให้ศาลแรงงานกลางเพิกถอนคำสั่งของจำเลยพนักงานตรวจแรงงาน ที่สั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่ จ. ลูกจ้างโดยศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เลิกจ้าง จ. มีผลสมบูรณ์แล้วตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 ดังนั้น สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับ จ. จึงสิ้นสุดลงและมีผลตามกฎหมายนับตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิเพิกถอนการเลิกจ้างนั้นได้อีก แม้ว่าในภายหลังโจทก์จะพบเรื่องที่อ้างว่า จ. กระทำผิดระเบียบวินัยร้ายแรงกรณีละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงาน ติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร การทะเลาะวิวาท และการรับสินบน โจทก์จะยกเหตุดังกล่าวมาเป็นเหตุเลิกจ้างอีกครั้งหาได้ไม่ เพราะความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างและลูกจ้างระหว่างโจทก์กับ จ. ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว แม้ จ. ยื่นคำร้องต่อจำเลยเรียกร้องเฉพาะค่าชดเชย และให้การว่าไม่ติดใจเรียกร้องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าอีกก็ตาม แต่สิทธิที่จะได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าของลูกจ้างเป็นสิทธิที่มีกฎหมายรับรองและคุ้มครองให้ ในกรณีที่นายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง กรณีไม่อาจถือได้ว่าเป็นการสละสิทธิ และสิทธิที่จะได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหาได้ระงับสิ้นไปไม่ เพราะมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งคู่สัญญาตกลงระงับข้อพิพาทให้แก่กันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง เมื่อสิทธิดังกล่าวคงมีอยู่ตามกฎหมาย ลูกจ้างจะใช้สิทธิเมื่อใดก็ได้ภายในอายุความตามที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติจำกัดสิทธิดังกล่าวของลูกจ้างในการยื่นคำร้องเพื่อให้ดำเนินการได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อจำเลยสอบสวนตามคำร้องของลูกจ้างแล้วปรากฏว่า ลูกจ้างมีสิทธิที่จะได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ซึ่งเป็นเงินที่โจทก์มีหน้าที่ต้องจ่ายตามกฎหมาย การที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้าง จึงเป็นคำสั่งตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 วรรคสาม คำสั่งของจำเลยที่สั่งให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี ที่ 37/2549 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2549 ของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 2 พิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อแรกว่า การที่โจทก์นายจ้างเลิกจ้างนายจำลอง ลูกจ้าง มีผลสมบูรณ์ตั้งแต่เมื่อใด ในปัญหานี้ศาลแรงงานภาค 2 พิจารณาวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 นายสกล ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการของโจทก์กล่าวหาว่านายจำลองเล่นการพนัน เมื่อนายจำลองปฏิเสธนายสกลก็อ้างเหตุว่านายจำลองขับรถโฟล์คลิฟต์เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งให้ไปเขียนใบลาออกนายจำลองออกจากที่ทำงานไปหาพนักงานตรวจแรงงาน ต่อมาโจทก์ไม่ยอมให้นายจำลองเข้าไปทำงานในสถานประกอบกิจการโดยสั่งพนักงานรักษาความปลอดภัยหน้าประตูไว้และจ่ายค่าจ้างให้แก่นายจำลองถึงวันที่ 31 มกราคม 2549 แสดงว่าโจทก์มีเจตนาจะไม่ให้นายจำลองทำงานต่อไป พฤติการณ์ถือได้ว่าเป็นการเลิกจ้างแล้วตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า นายสกลมีตำแหน่งเป็นผู้บังคับบัญชามีหน้าที่กำกับดูแลในการบริหารงานภายในฝ่ายและปกครองผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อให้ทำงานตามนโยบายเท่านั้นไม่ใช่นายจ้างที่จะมีอำนาจเลิกจ้างลูกจ้างของโจทก์ได้ การที่นายสกลได้เรียกนายจำลองมาพบในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 และแจ้งด้วยวาจาว่ามีความผิดเล่นการพนันในเวลาและสถานที่ทำงาน กับขับรถโฟล์คลิฟต์เกิดอุบัติเหตุ หรือว่ากล่าวตักเตือนตามอำนาจหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา และแจ้งให้นายจำลองเขียนใบลาออก ไม่ใช่การกระทำของนายจ้างหรือตัวแทนนายจ้าง ดังนั้น โจทก์จึงยังไม่ได้เลิกจ้างนายจำลองในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 แต่การเลิกจ้างสมบูรณ์เมื่อได้สอบสวนความผิดโดยมีผลเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2549 ตามหนังสือเลิกจ้าง

เห็นว่า ข้ออ้างตามอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานภาค 2 อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อต่อไปมีว่า คดีนี้โจทก์นายจ้างเลิกจ้างนายจำลอง ลูกจ้าง ด้วยวาจามิได้ทำเป็นหนังสือตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม (เดิม) โจทก์จึงไม่ต้องห้ามที่จะยกเหตุตามมาตรา 119 ขึ้นอ้างในภายหลัง เพื่อต่อสู้เป็นข้อยกเว้นเกี่ยวกับเรื่องการจ่ายค่าชดเชย เห็นว่า คดีนี้เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยแล้วว่า

โจทก์นายจ้างเลิกจ้างนายจำลองลูกจ้างมีผลสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 ดังนั้น สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับนายจำลองจึงสิ้นสุดและมีผลตามกฎหมายนั้นตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 เป็นต้นไปแล้ว โดยโจทก์นายจ้างไม่อาจใช้สิทธิเพิกถอนการเลิกจ้างนั้นได้อีกแม้ว่าในภายหลังโจทก์นายจ้างจะพบเรื่องที่อ้างว่านายจำลองลูกจ้างกระทำผิดระเบียบวินัยร้ายแรง กรณีเรื่องขาดงานเกิน 3 วัน ติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร การทะเลาะวิวาทกันและการรับสินบน โจทก์นายจ้างจะยกเหตุดังกล่าวมาเป็นเหตุเลิกจ้างอีกครั้งหาได้ไม่เพราะความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างและลูกจ้างระหว่างโจทก์กับนายจำลองได้สิ้นสุดลงไปแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อสุดท้ายมีว่า คำสั่งที่ 37/2549 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2549 ของจำเลย ที่สั่งให้โจทก์จ่ายสินจ้าแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เป็นคำสั่งที่ชอบหรือไม่ เห็นว่า สิทธิที่จะได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าของลูกจ้างเป็นสิทธิที่มีกฎหมายรับรองและคุ้มครองให้ ในกรณีที่นายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสอง แม้นายจำลองลูกจ้างจะไม่ได้ระบุเรียกร้องในคำร้อง และให้การว่าไม่ติดใจเรียกร้องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามคำให้การก็ตาม กรณีไม่อาจถือได้ว่าเป็นการสละสิทธิ และสิทธิที่จะได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้นหาได้ระงับสิ้นไปไม่

เพราะมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งคู่สัญญาตกลงระงับข้อพิพาทให้แก่กันระหว่างโจทก์นายจ้างกับนายจำลองลูกจ้าง เมื่อสิทธิดังกล่าวคงมีอยู่ตามกฎหมายนายจำลองลูกจ้างจะใช้สิทธิเมื่อใดก็ได้ภายในอายุความตามที่กฎหมายกำหนดนอกจากนี้ก็ไม่มีกฎหมายบัญญัติจำกัดสิทธิดังกล่าวของลูกจ้างในการยื่นคำร้องเพื่อให้ดำเนินการได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อจำเลยพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนตามคำร้องของนายจำลองลูกจ้างแล้วปรากฏว่ามีสิทธิที่จะได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ซึ่งเป็นเงินที่โจทก์นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายตามกฎหมายการที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์นายจ้างจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่นายจำลองลูกจ้าง จึงเป็นคำสั่งตามอำนาจหน้าที่ของจำเลยตามราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 วรรคสาม คำสั่งของจำเลยที่สั่งให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจึงชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
ธีระพงศ์ จิระภาค · ดิเรก อิงคนินันท์ · ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
Lower court
ศาลแรงงานภาค 2 - นางเศรณี ศิริมังคละ
Supreme Court black case no.
ร.1525/2549
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 8631/2550

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ มาตรา 123 วรรคหนึ่ง เป็นการให้สิทธิลูกจ้างเลือกที่จะนำคดีเสนอต่อศาลแรงงานหรือยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานดำเนินการตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ ทางใดทางห…

Supreme Court Judgment No. 319/2568

พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 เป็นกฎหมายที่มีลักษณะเป็นวิธีสบัญญัติ แม้จะมีบทบัญญัติกล่าวถึงการหักกลบลบหนี้ไว้ก็เป็นกรณีที่ต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ทั่วไปใน ป.พ.พ. ว่าด้วยหักกลบลบหนี้ มาตรา 341 ถึงมาตรา 348…

Supreme Court Judgment, B.E. 2567 (ref. 706930)

กรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยหรือค่าจ้างแทนการบอกกล่าวหน้าหรือเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้มีคำสั่ง…

Supreme Court Judgment, B.E. 2567 (ref. 710790)

กรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยหรือค่าจ้างแทนการบอกกล่าวหน้าหรือเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้มีคำสั่ง…

Supreme Court Judgment No. 39/2567

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 12 หมายความว่า หากผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างมีค่าจ้างหรือเงินอื่นที่ต้องจ่ายแก่ลูกจ้าง ผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปจนถึงผู้รับเหมาชั้นต้นต้องร่วมรับผิดกับผู้รับเ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up