คำฟ้องและคำให้การ
กรณีนี้เดิมนางมี แพ้คดีโจทก์ตามสำนวนคดีแพ่ง แดงที่ ๑๙/๒๔๙๒ ของศาลจังหวัดสมุทรปราการ โจทก์จึงยึดที่ ๓๔ ไร่เศษให้ศาลขายทอดตลาด แล้วโจทก์เองได้ซื้อไว้ ต่อมาบริษัทห้างหุ้นส่วนสามัญสยามกสิกรและนายเจียมจำเลยได้ยื่นฟ้องโจทก์ว่าที่ ๆ โจทก์ซื้อเป็นของตน โจทก์ทราบเรื่องนี้แล้วยังไปยึดมาขาย เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จึงขอให้เพิกถอนการขายตลาดนั้นแล้วแสดงว่าห้างหุ้นส่วนสยามกสิกรและนายเจียมเป็นเจ้าของ โจทก์สู้คดี ศาลจังหวัดสมุทรปราการตัดสินยกฟ้องตามคดีแพ่งแดงที่ ๓๔/๒๔๙๖ ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และคดีถึงที่สุดแค่ศาลอุทธรณ์ โจทก์ชนะคดีแล้วจึงมาฟ้องคดีนี้ว่าจำเลยได้ละเมิดเข้าทำนาในที่โจทก์ ซื้อจากการขายทอดตลาด
ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๙๒ มาถึง พ.ศ.๒๔๙๗ ทำให้โจทก์ขาดเสียรายได้คิดเป็นข้าวปีละ ๑๓๖๐ ถัง คิดเป็นเงินรวม ๖๕๒๘๐ บาท ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยชำระเงินจำนวนนี้กับดอกเบี้ยอีกร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับตั้งแต่ฟ้องไปจนชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยต่อสู้ว่าได้ปกครองที่มา ๒๐ ปีเศษ ฟ้องโจทก์ขาดอายุ และฟ้องเคลือบคลุม และเป็นการฟ้องซ้ำกับคดีแดงที่ ๓๔/๒๔๙๖ และโจทก์ไม่ได้รับค่าเสียหายดั่งฟ้อง คู่ความรับกันว่า นายเจียมจำเลยได้ฟ้องโจทก์ ตามสำนวนคดีแดงที่ ๓๔/๒๔๙๖ และระหว่างคดีนั้นจำเลยได้ครอบครองทำนารายพิพาท การทำนาได้ข้าวเปลือกไร่ละ ๓๕ ถังต่อปี ราคาข้าวเปลือกถังละ ๘ บาท แล้วโจทก์จำเลยไม่สืบพยาน ศาลชั้นต้นพิพากาษาว่า คดีโจทก์ที่ฟ้องไม่เป็นการฟ้องซ้ำ และไม่เคลือบคลุม และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเพียง ๑ ปี นอกนั้นขาดอายุความ คู่ความอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คู่ความฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ๑. ฟ้องของโจทก์ไม่ซ้ำ เพราะคดีเรื่องก่อนจำเลยฟ้องขอแสดงว่าที่พิพาทเป็นของจำเลย โจทก์ต่อสู้ว่าเป็นของโจทก์ ประเด็นจึงมีเพียงว่าที่พิพาทเป็นของใคร จึงเป็นคนละประเด็นกับคดีนี้ แม้โจทก์จะมีสิทธิฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายในการละเมิด แต่ก็มิได้ฟ้องแย้งนั้น เป็นคนละสิทธิคนละส่วน โจทก์จึงฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ ๒. จำเลยได้ครอบครองที่พิพาทมาแต่ พ.ศ.๒๔๙๒ เกิน ๑ ปี โจทก์ขาดสิทธิ ในการครอบครอง ข้อนี้เห็นว่าการที่คู่ความฝ่ายหนึ่งครอบครองทรัพย์รายพิพาทในระหว่างคดีนั้น จะยกมายันแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหาได้ไม่ ฉะนั้นจึงไม่ขาดอายุความ ๓. ค่าเสียหายฟ้องได้เพียง ๑ ปี นอกนั้นขาดอายุความตามประมวลแพ่ง ฯ มาตรา ๔๔๘