คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้จำเลยทำยอมต่อศาลยอมชำระหนี้ให้โจทก์ตามสัญญาจำนองรวมเป็นเงิน ๑๐๕๐ บาท แล้วจำเลยผิดสัญญายอมโจทก์จึงนำยึดที่รายพิพาทนี้ พ.ร้องขัดทรัพย์ว่า ที่รายนี้เป็นสินบริคณห์ระวางผู้ร้องกับจำเลยแลผู้ร้องมิได้อนุญาตให้จำนอง ศาลล่างทั้ง ๒ สั่งให้ยกคำร้อง
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีนี้ฎีกาได้ฉะเพาะข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามศาลอุทธรณ์ ซึ่งฟังข้อเท็จจริงว่าที่รายนี้เป็นสินบริคณห์ระวางผู้ร้องกับจำเลย แต่ผู้ร้องได้ยินยอมให้จำเลยลงชื่อในโฉนดผู้เดียว แลให้จำเลยเป็นผู้เก็บโฉนดไว้ เป็นการแสดงออกโดยปริยายว่าสามียอมให้ภิริยาทำนิติกรรมผูกพันที่ดินนั้นได้โดยลำพัง ทั้งปรากฏว่าจำเลยได้จำนองที่รายนี้มาตั้ง ๖ ปีแล้ว น่าเชื่อว่าผู้ร้องได้รู้เห็นในการจำนองด้วย แต่ฏีกาผู้ร้องคัดค้านในเรื่องมิได้ยินยอมให้จำเลยจำนองซึ่งเป็นข้อเท็จจริงต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ฎีกาอุทธรณ์ ม.๔
Result
จึงพิพากษายืนตามศาลล่าง