คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อ 22 เมษายน 2496 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไป 8,650 บาท ดอกเบี้ยชั่งละ 1 บาท ต่อเดือนจำเลยเคยชำระดอกเบี้ย 2,500 บาท โจทก์เตือนจำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ย จำเลยเพิกเฉย จึงฟ้องขอศาลบังคับจำเลยให้การว่า ได้ทำสัญญากู้โจทก์ไปเพียง 8,000 บาท รุ่งขึ้นชำระคืน 5,300 บาท คงค้างอีก 2,700 บาทเมื่อเดือนยี่ พ.ศ. 2497 รับข้าวเปลือกเป็นการชำระหนี้เสร็จสิ้นไปแล้วศาลชั้นต้นฟังว่า จำเลยกู้เงินโจทก์ไปตามฟ้อง จึงพิพากษาให้จำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงยืนตามศาลอุทธรณ์ และวินิจฉัยข้อกฎหมายด้วยว่า การที่ผู้กู้ยืมไม่ได้เป็นผู้ขีดฆ่าแสตมป์ตามกฎหมาย แต่ผู้เขียนกลับเป็นผู้ขีดฆ่า
ย่อมทำให้สัญญาเป็นโมฆะนั้น ข้อนี้มีบทกำหนดผ่อนผันหน้าที่ของผู้ที่ต้องเสียอากรและผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์ไว้ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 107 ซึ่งจะตกลงกันเป็นอย่างอื่นได้ด้วยฉะนั้น การที่ผู้เขียนสัญญาขีดฆ่าแสตมป์ต่อหน้าโจทก์ จำเลย โดยไม่มีการทักท้วงจากฝ่ายใด ก็ถือว่าโจทก์จำเลยตกลงให้ทำเช่นนั้นได้