Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1322/2523

พ.ศ. 2523 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

แม้การวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทบางข้อศาลแรงงานกลางจะวินิจฉัยโดยรวบรัดไปบ้าง แต่เมื่อพิจารณาคำวินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาทที่ตั้งประเด็นไว้ประกอบกันแล้วมีการกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงโดยสรุปและวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยโดยชอบแล้ว

Provisions the court ruled on

ป.พ.พ. Section 583 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 Section 119 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 Section 9 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 Section 51 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 Section 52

คำฟ้องและคำให้การ

แม้การวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทบางข้อศาลแรงงานกลางจะวินิจฉัยโดยรวบรัดไปบ้าง แต่เมื่อพิจารณาคำวินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาทที่ตั้งประเด็นไว้ประกอบกันแล้วมีการกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงโดยสรุปและวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยโดยชอบแล้ว คำพิพากษาดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ลูกจ้างทำหน้าที่เป็นพนักงานเสิร์ฟอาหาร ระหว่างปฏิบัติงานดื่มเบียร์ อันเป็นเครื่องดองของเมา ก่อนจะถึงเวลาเลิกงานเพียง 5 นาที ซึ่งพนักงานเสิร์ฟมิได้มีหน้าที่สำคัญที่อาจก่อความเสียหายแก่นายจ้าง อีกทั้งไม่ปรากฏว่าลูกจ้างมีอาการมึนเมาหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างอย่างใด

รวมทั้งไม่ปรากฏว่าว่ามีลูกค้าของนายจ้างตำหนิการปฏิบัติงานของลูกจ้าง กรณีจึงยังไม่ถือว่าลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้าง แต่การที่ลูกจ้างดื่มเบียร์ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ถือว่าเป็นการจงใจขัดคำสั่งนายจ้าง ทำให้นายจ้างไล่ออกโดยมิพักต้องบอกกล่าวหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 แม้ลูกจ้างจะขอให้นายจ้างจ่ายดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีก็ตาม เพื่อความเป็นธรรมศาลฎีกาย่อมกำหนดให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยในค่าชดเชยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันฟ้องได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 52โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยเป็นใจความว่า จำเลยจ้างโจทก์ทั้งสองเข้าทำงานเป็นลูกจ้างในตำแหน่งพนักงานเสิร์ฟอาหาร

เข้าทำงานตั้งแต่เวลา 14 นาฬิกา และเลิกงานเวลา 23 นาฬิกา โจทก์ที่ 1 ได้รับเงินเดือนเดือนละ 9,539 บาท และโจทก์ที่ 2 ได้รับเงินเดือนเดือนละ 9,545 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2546 และเลิกจ้างโจทก์ที่ 2 เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2546 โดยกล่าวหาว่าโจทก์ทั้งสองได้ดื่มเครื่องดองของเมาในขณะปฏิบัติหน้าที่อันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม ความจริงโจทก์ทั้งสองไม่ได้กระทำความผิดตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ทั้งโจทก์ทั้งสองก็ไม่เคยถูกจำเลยลงโทษด้วยการตักเตือนเป็นหนังสือในความผิดดังกล่าวมาก่อน การเลิกจ้างดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหายไม่มีงานทำต้องขาดรายได้ประจำไป ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมก่อนเลิกจ้างและจ่ายค่าเสียหายนับตั้งแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันก่อนวันรับกลับเข้าทำงาน หากจำเลยไม่อาจรับโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงานได้ก็ขอให้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย เงินบำเหน็จตอบแทนเมื่อออกจากงาน ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามคำขอท้ายฟ้องแต่ละสำนวนแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยจ้างโจทก์ทั้งสองเข้าทำงานเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2537 และวันที่ 2 พฤศจิกายน 2539 ตามลำดับ โดยทำหน้าที่เป็นพนักงานเสิร์ฟอาหารที่ห้องอาหารระเบียบทอง ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 9,539 บาท และ 9,545 บาท ตามลำดับ กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2546 เวลา 22.55 นาฬิกา นายยงยุทธรองผู้จัดการทั่วไปของจำเลยพบโจทก์ทั้งสองดื่มเบียร์ในเวลาทำงาน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อ 2.3 และข้อ 2.5 ประการแรกว่า คำพิพากษาศาลแรงงานกลางชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานให้ทำเป็นหนังสือและต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุป และคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยนั้น" ซึ่งหมายความว่าศาลแรงงานจะต้องมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นหนังสือและในคำพิพากษาหรือคำสั่งที่เป็นหนังสือนั้นจะต้องมีส่วนสำคัญ 3 ประการ คือ ประการแรกต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปเพื่อศาลฎีกาจะได้นำข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานได้ฟังไว้นั้นมาวินิจฉัยข้อกฎหมายต่อไปหากมีอุทธรณ์ในประเด็นนั้น

ประการที่สองจะต้องแสดงคำวินิจฉัยให้ปรากฏตามประเด็นแห่งคดีที่ศาลแรงงานจดไว้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง และประการที่สามคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีนั้นจะต้องมีเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยเพื่อให้ทราบว่าศาลแรงงานได้นำข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดเป็นหลักในการวินิจฉัยคดีและถูกต้องตามหลักเกณฑ์ในการรับฟังพยานหลักฐานและการแปลความบทบัญญัติของกฎหมายหรือไม่ คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยกล่าวอ้างว่าโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนระเบียบการทำงานตามคู่มือพนักงานและกระทำผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) โดยไม่เป็นจริงตามนั้น และขอให้จำเลยรับโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงานและจ่ายค่าเสียหายนับแต่วันเลิกจ้างถึงวันก่อนวันรับกลับเข้าทำงานหรือจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า

ค่าชดเชย เงินบำเหน็จตอบแทนและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง ศาลแรงงานกลางได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ 3 ข้อ คือ ข้อ 1 จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยเพราะโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีที่ร้ายแรงเพียงใด หรือไม่ ข้อ 2 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่เป็นธรรม หรือไม่ ข้อ 3 โจทก์ทั้งสองเสียหายเพียงใด หรือไม่ แล้ววินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทข้อ 1 โดยกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปว่าโจทก์ทั้งสองลักลอบดื่มเบียร์ของจำเลย ทั้งขณะที่นายยงยุทธเดินมาตรวจพบโจทก์ทั้งสองเป็นเวลา 22.55 นาฬิกา โจทก์ทั้งสองจึงต้องดื่มเบียร์ก่อนเวลา 22.55 นาฬิกา จึงเป็นช่วงเวลาที่โจทก์ทั้งสองปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานเสิร์ฟอยู่ โดยแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยว่า

การกระทำของโจทก์ทั้งสองเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยอย่างร้ายแรงข้อ 3 ข้อย่อย 3.1 ซึ่งจำเลยสามารถลงโทษปลดโจทก์ทั้งสองออกจากงานได้โดยไม่ต้องมีคำเตือนก่อน และเป็นกรณีตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หมวดที่ 10 ข้อ 3 วรรคท้ายแล้ว แล้ววินิจฉัยในประเด็นนี้ว่า จำเลยไม่จำต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยและเงินบำเหน็จตอบแทนแก่โจทก์ทั้งสอง จึงเป็นคำพิพากษาที่มีส่วนสำคัญครบถ้วนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง แล้ว ส่วนการวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทข้อ 2 และข้อ 3 นั้นเป็นการวินิจฉัยถึงการเลิกจ้างของจำเลยว่าเป็นธรรมหรือไม่ และโจทก์ทั้งสองจะได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ โดยศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าเมื่อประเด็นข้อที่ 1 ฟังได้ว่าจำเลยมีความชอบธรรมที่จะเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง

การเลิกจ้างดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและเมื่อฟังตามประเด็นข้อ 2 แล้วโจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหาย (ที่ถูกคือค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม) จากจำเลย การวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทข้อ 2 และข้อ 3 นี้เป็นการวินิจฉัยต่อเนื่องจากประเด็นข้อพิพาทข้อ 1 ซึ่งศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยแล้วว่าโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันเป็นความผิดกรณีร้ายแรงที่จำเลยสามารถลงโทษปลดโจทก์ทั้งสองออกจากงานได้ แล้ววินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทนี้ว่าการเลิกจ้างดังกล่าวจึงมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามประเด็นข้อพิพาทข้อสุดท้าย

แม้การวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทข้อ 2 และข้อ 3 ศาลแรงงานกลางจะวินิจฉัยโดยรวบรัดไปบ้าง แต่เมื่อพิจารณาคำวินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาททั้งสามข้อประกอบกันแล้วคงมีการกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงโดยสรุปและวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยโดยชอบแล้ว คำพิพากษาศาลแรงงานกลางจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์โจทก์ทั้งสองข้อ 2.3 และข้อ 2.5 ในประการนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองต่อไปว่า การที่โจทก์ทั้งสองดื่มเบียร์ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในกรณีร้ายแรงหรือไม่ และจำเลยจะต้องรับโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงานหรือต้องรับผิดจ่ายค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวหน้า ค่าชดเชย เงินบำเหน็จตอบแทนการทำงานและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสองทำหน้าที่เป็นพนักงานเสิร์ฟอาหารที่ฟ้องอาหารระเบียงทอง ระหว่างที่โจทก์ทั้งสองปฏิบัติหน้าที่พนักงานเสร์ฟนั้น นายยงยุทธรองผู้จัดการทั่วไปตรวจพบว่าโจทก์ทั้งสองดื่มเบียร์ ขณะนั้นเป็นเวล 22.55 นาฬิกา ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาที่โจทก์ทั้งสองปฏิบัติหน้าที่พนักงานเสิร์ฟ และปรากฏตามบันทึกเรื่องเลิกจ้างโดยไม่ได้รับค่าชดเชยว่า

จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองตามคู่มือพนักงานหมวดที่ 9 ข้อ 3 ข้อย่อย 3.1 เมื่อพิจารณาคู่มือพนักงาน หมวดที่ 9 ระเบียบวินัยและมาตรการลงโทษทางวินัยของจำเลยแล้ว ตามข้อ 1 ได้กำหนดระเบียบขั้นตอนการลงโทษทางวินัยตามลำดับจากการตักเตือนด้วยวาจา การตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรตั้งแต่ครั้งที่ 1 ถึงครั้งที่ 3 และการปลดออกจากงาน ซึ่งเป็นมาตรการลงโทษพนักงานที่กระทำความผิดวินัยจนกระทั่งได้รับการตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งที่ 3 แล้ว และข้อ 2 ได้กำหนดโทษทางวินัยที่ต้องลงโทษเรียงตามลำดับดังกล่าวไว้ 37 กรณี และในข้อ 3 ได้กำหนดมาตรการลงโทษขั้นปลดออกจากงานได้โดยมิต้องใช้การเรียงลำดับขั้นตอนโทษไว้ 15 กรณี โดยในข้อ 3.1 ระบุว่าดื่มเครื่องดองของเมาในขณะปฏิบัติหน้าที่ หรือภายในบริเวณโรงแรมหรือมาทำงานในขณะที่มีอาการมึนเมาจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายเนื่องจากดื่มเครื่องดองของเมา หรือยาเสพติดให้โทษอื่น

การกำหนดโทษดังกล่าวจำเลยมิได้กำหนดให้ความผิดในข้อ 3 เป็นความผิดกรณีร้ายแรง เพียงแต่เป็นความผิดที่จำเลยสามารถใช้มาตรการลงโทษขั้นปลดออกจากงานได้เท่านั้น เมื่อโจทก์ทั้งสองดื่มเบียร์อันเป็นเครื่องดองของเมาในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่จึงเป็นความผิดตามคู่มือพนักงานหมวดที่ 9 ข้อ 3 ข้อย่อย 3.1 แต่โดยตำแหน่งหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นพนักงานเสิร์ฟมิได้มีหน้าที่สำคัญที่อาจก่อความเสียหายแก่จำเลยและดื่มก่อนจะถึงเวลาเลิกงานเพียง 5 นาที ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองมีอาการมึนเมาหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยอย่างใด อีกทั้งไม่ปรากฏว่ามีลูกค้าของจำเลยตำหนิการปฏิบัติงานของโจทก์ทั้งสอง ดังนั้น จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองได้ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีที่ร้ายแรงจึงไม่เข้ากรณีที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน

พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองจึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งสอง ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยจ้างโจทก์ที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2537 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 9,539 บาท และจำเลยจ้างโจทก์ที่ 2 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2539 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 9,545 บาท เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเมื่อวันที่ 13 และ 14 พฤศจิกายน 2546 โจทก์ทั้งสองจึงทำงานติดต่อกันครบหกปีแต่ไม่ครบสิบปี จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวันตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 (4) จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 76,312 บาท และจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 76,360 บาท

แม้ว่าการกระทำความผิดของโจทก์ทั้งสองจะมิใช่กรณีฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรงก็ตาม แต่การที่โจทก์ทั้งสองดื่มเบียร์ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ถือเป็นการจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจำเลยจะไล่ออกโดยมิพักต้องบอกกล่าวหน้าก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 จำเลยจึงมิต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสอง ส่วนเงินบำเหน็จตอบแทนการทำงานนั้นตามคู่มือพนักงาน หมวดที่ 10 มาตรการการเลิกจ้างและค่าชดเชยตามกฎหมายและเงินบำเหน็จ ข้อ 3 ตอนท้ายระบุว่า "ในส่วนของเงินบำเหน็จที่พนักงานซึ่งถูกเลิกจ้างจะได้รับพร้อมกับเงินค่าชดเชยในขณะถูกเลิกจ้างมีอัตราส่วนคือ

จำนวนเงิน 2,400 บาท คูณด้วยจำนวนปีของอายุการทำงานตั้งแต่เริ่มทำงานจนถึงวันที่ถูกเลิกจ้างเว้นแต่ในกรณีที่พนักงานลาออกเองโดยสมัครใจหรือถูกปลดออกจากงานเนื่องจากกระทำผิดวินัยร้ายแรง" เมื่อปรากฏว่าการที่จำเลยปลดโจทก์ทั้งสองออกจากงานมิใช่เพราะโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรงแล้ว จำเลยจึงต้องจ่ายเงินบำเหน็จแก่โจทก์ที่ 1 เท่ากับจำนวนเงิน 2,400 บาท คูณด้วยจำนวนปีของอายุการทำงาน 9 ปี 6 เดือน เป็นเงิน 22,800 บาท และจำเลยต้องจ่ายเงินบำเหน็จแก่โจทก์ที่ 2 เท่ากับจำนวนเงิน 2,400 บาท คูณด้วยจำนวนปีของอายุการทำงานคือ 7 ปี เป็นเงิน 16,800 บาท การที่โจทก์ทั้งสองดื่มเบียร์ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่อันเป็นความผิดตามคู่มือพนักงาน

หมวดที่ 9 ข้อ 3 ข้อย่อย 3.1 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองจึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุจากการที่โจทก์ทั้งสองกระทำความผิดดังกล่าว จึงมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 จำเลยจึงไม่ต้องรับโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงานต่อไป หรือจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสองแต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ระบุให้ในกรณีที่นายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาที่ผิดนัดร้อยละสิบห้าต่อปี ดังนี้ แม้โจทก์ทั้งสองจะขอให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยสำหรับค่าชดเชยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีก็ตาม แต่เพื่อความเป็นธรรมศาลฎีกาเห็นสมควรให้จำเลยเสียดอกเบี้ยในค่าชดเชยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันฟ้องทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52"

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 76,312 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 76,360 บาท พร้อมด้วยอัตราดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปีและจ่ายเงินบำเหน็จแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 22,800 บาท จ่ายแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 16,800 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ดอกเบี้ยให้นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 22 ธันวาคม 2546) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางา

Matter details

Panel of judges
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์ · พิชิต คำแฝง · วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
Source
สำนักวิชาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 7136/2561

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงาน กรณีจำเลยที่ 1 มีคำสั่งยกคำร้องที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 สอบสวนข้อเท็จจริงในเรื่องที่โจทก์ถูกจำเลยที่ 2 เลิกจ้าง และให้จำเลยที่ 2 จ่ายส…

Supreme Court Judgment, B.E. 2551 (ref. 411412)

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานให้ทำเป็นหนังสือและต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุป และคำวินิจฉัยในประเ…

Supreme Court Judgment No. 389/2548

โจทก์นำรถยนต์ที่จำเลยเช่ามาให้ทำงานของจำเลยขับพาภริยาและบุตรของโจทก์ไปเที่ยวแล้วเกิดอุบัติเหตุ ทำให้รถยนต์ได้รับความเสียหายอย่างมาก เป็นการนำรถยนต์ของจำเลยไปใช้ส่วนตัวโดยไม่ได้ทำงานให้แก่จำเลยและโดยไม…

Supreme Court Judgment No. 7189/2562

ในการทำงานโจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงต่อการรักษาความลับและพันธกรณีอื่น ๆ โดยโจทก์ยินยอมที่ป้องกันรักษาความลับของข้อมูลและสารสนเทศของจำเลย อันแสดงให้เห็นว่า จำเลย ให้ความสำคัญต่อการป้องกันและเก็บรักษาข้อมูล…

Supreme Court Judgment No. 6609/2561

การที่โจทก์ให้ ณ. เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคารจำเลย สาขาพาราไดซ์ พาร์ค และเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคาร ท. สาขาหนึ่งพัน โดยโจทก์ออกค่าใช้จ่ายให้จากนั้นให้ ณ. สั่งจ่ายเช็คธนาคาร ท. จำนวน…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up