Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1325/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

หนังสือรับสภาพหนี้ค่าสินค้าที่ค้างชำระมิใช่สัญญากู้ยืมเงินข้อตกลงที่ว่าหากจำเลยผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ยอมให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ20ต่อปีจึงไม่อยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราพ.ศ.2475แต่มีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าให้คิดดอกเบี้ยเสมือนเป็นเบี้ยปรับซึ่งศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2531 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้แก่โจทก์ว่า จำเลยทั้งสองยังคงค้างชำระค่าสินค้าจากโจทก์อยู่เป็นเงินทั้งสิ้น 89,917 บาทจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ส่วนหนึ่งเป็นเงิน30,000 บาท ภายในเดือนมีนาคม 2532 หนี้ส่วนที่เหลือจำเลยทั้งสองจะผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือน เดือนละ 2,500 บาท เริ่มชำระงวดแรกตั้งแต่เดือนมกราคม 2532 จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2533 และงวดสุดท้ายเป็นเงิน 2,417 บาท จะชำระภายในเดือนธันวาคม 2533 ถ้าหากจำเลยทั้งสองผิดสัญญา ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยปรับได้ในอัตราร้อยละ 20 จากต้นเงิน 89,917 บาท นับตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2531เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้นำคดีขึ้นฟ้องร้องต่อศาลนับตั้งแต่ทำหนังสือรับสภาพหนี้เป็นต้นมา

จำเลยทั้งสองไม่เคยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ จนกระทั่งครบกำหนดชำระหนี้ในงวดสุดท้ายแล้วถือว่าจำเลยทั้งสองจงใจผิดสัญญากับโจทก์ จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชำระต้นเงิน 89,917 บาท พร้อมเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 20ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2531 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา2 ปี 6 เดือน 19 วัน เป็นเงินเบี้ยปรับ 45,894.62 บาทรวมต้นเงินแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 135,811.62 บาท แก่โจทก์และจำเลยทั้งสองต้องชำระเบี้ยปรับในอัตราเดียวกันนี้อีกต่อไปนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินทั้งสิ้น 135,811.62 บาท พร้อมเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 20 ต่อปี จากต้นเงิน 89,917 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสองให้การว่า ข้อตกลงในหนังสือรับสภาพหนี้ข้อ 6ที่ระบุไว้ว่า

หากลูกหนี้ผิดสัญญา เจ้าหนี้จะคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 20 ต่อปี ตามมูลหนี้ที่ค้างชำระเต็มมูลหนี้ 89,917 บาทเป็นข้อตกลงที่ฝ่าฝืนกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกร้องมาย่อมเป็นโมฆะหมดทั้งสิ้น จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องทั้งต้นเงินและดอกเบี้ย ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 109,917 บาท

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประเด็นแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่ได้บรรยายฟ้องว่า โจทก์ประกอบอาชีพค้าขายอะไร และไม่ได้ระบุรายการสินค้าไว้ในเอกสารท้ายฟ้องว่าของที่จำเลยทั้งสองรับไปจากโจทก์เป็นสินค้าอะไร จำนวนและราคาหน่วยละเท่าใด

ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามหนังสือรับสภาพหนี้มิใช่ฟ้องเรียกราคาสินค้า การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองค้างชำระค่าสินค้าและทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ต่อโจทก์ พร้อมแนบสำเนาหนังสือรับสภาพหนี้มาท้ายคำฟ้องและขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ ถือได้ว่าคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นประเด็นข้อสุดท้ายเรื่องโจทก์เรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะหรือไม่เห็นว่า

หนังสือรับสภาพหนี้ตามฟ้องระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองมิใช่สัญญากู้ยืมเงิน ดังนั้น ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองที่ว่าหากจำเลยทั้งสองผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ยอมให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 20 ต่อปี จึงไม่อยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 กรณีจึงหาใช่ว่าโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงข้อห้ามตามกฎหมายดังกล่าว กรณีกลับถือได้ว่าเจตนาของโจทก์กับจำเลยทั้งสองในการทำสัญญาโดยบ่งข้อตกลงดังว่านั้นมีลักษณะเป็นการทำสัญญาด้วยข้อตกลงกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าให้คิดดอกเบี้ยเสมือนเป็นเบี้ยปรับประการหนึ่งซึ่งศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ในเมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสมควร ดังนั้นดอกเบี้ยจึงหาเป็นโมฆะไม่ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกได้ และที่ศาลล่างกำหนดให้มานั้นเหมาะสมแล้ว"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
สมคิด ไตรโสรัส · พรชัย สมรรถเวช · สถิตย์ ไพเราะ
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 6779/2567

ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ภายหลังจากจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อเพียงงวดเดียว จำเลยเป็นฝ่ายส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ โดยสัญญาเช่าซื้อมิได้มีข้อตกลงใดให้สิทธิจำเลยผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาด้…

Supreme Court Judgment No. 4836/2567

การที่จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดแรก ต่อมาจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีข้อพิพาทโต้แย้งในส่วนที่เกี่ยวกั…

Supreme Court Judgment No. 4290/2566

สัญญาเช่ารถยนต์ ข้อ 9.2 กำหนดว่า "ในกรณีที่ผู้เช่าต้องการเลิกสัญญาก่อนกำหนด โดยมิใช่เป็นความผิดของผู้ให้เช่า ผู้เช่าต้องแจ้งให้ผู้ให้เช่าทราบล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรไม่น้อยกว่า 30 วัน ทั้งนี้ผู้เช่า…

Supreme Court Judgment No. 3661/2566

จำเลยที่ 1 ขอสินเชื่อจากโจทก์โดยตกลงชำระดอกเบี้ยโดยใช้อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงระยะสั้นกรุงเทพ (BIBOR) (3 เดือน) บวกร้อยละ 3 ต่อปี และสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ: อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงลอนดอน (LIBOR) บวกร้อยละ 3 ต่…

Supreme Court Judgment No. 3290/2566

ตามสัญญาเงินกู้ ข้อ 4 ระบุว่า "หากผู้กู้ค้างชำระดอกเบี้ยเกินกว่าหนึ่งปี ผู้กู้ยอมให้นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระ มารวมกับเงินต้นเดิมเป็นเงินต้นใหม่ และให้คิดดอกเบี้ยจากเงินต้นใหม่นี้ โดยจะคิดทบไปทุกปี จนกว่า…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up