คำฟ้องและคำให้การ
มูลกรณีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนฐานละเมิด
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 86,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 2 ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2532 ฎีกาของจำเลยที่ 2 หน้าแรกมีข้อความซึ่งประทับด้วยตรายางของศาลชั้นต้นว่า"ให้มาทราบคำสั่งในวันที่ 24 ตุลาคม 2532 ถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว" โดยมีลายมือชื่อทนายจำเลยที่ 2 ผู้ยื่นฎีกาดังกล่าวเซ็นไว้ในช่วงระหว่างคำว่า "(ลงชื่อ)" และคำว่า "ผู้ร้องหรือผู้ยื่น" ศาลชั้นต้นสั่งในฎีกาของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม2532 ว่า "เสนอวันนี้รับฎีกา ให้ผู้ฎีกานำส่งสำเนาให้อีกฝ่ายหนึ่งแก้ภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งฎีกา" ต่อมาวันที่ 18 ธันวาคม2532 เจ้าหน้าที่กรมบังคับคดี มีหนังสือรายงานศาลชั้นต้นว่าพ้นกำหนด 15 วันแล้ว จำเลยที่ 2 หรือผู้แทนไม่มาเสียค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาฎีกา ศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนมาศาลฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "
ศาลฎีกาวินิจฉัย
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ศาลชั้นต้นกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นโจทก์ในชั้นฎีกาจัดการนำส่งสำเนาฎีกาให้อีกฝ่ายหนึ่งภายใน 15 วัน แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งในวันรุ่งขึ้นหลังจากจำเลยที่ 2 ยื่นฎีกา 1 วันก็ตามการที่ทนายจำเลยที่ 2ลงลายมือชื่อทราบวันนัดให้มาฟังคำสั่งของศาลดังได้กล่าวมาแล้วในตอนต้นเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 ยอมรับผูกพันตนเองว่าจะมาฟังคำสั่งในวันที่ 24 ตุลาคม 2532 ถ้าไม่มาก็ให้ถือว่าจำเลยที่ 2 ทราบคำสั่งแล้ว นอกจากนี้ก็ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งดังกล่าวในฎีกาตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2532 ซึ่งเป็นวันก่อนที่จะถึงวันที่กำหนดให้จำเลยที่ 2 มาทราบคำสั่ง ฉะนั้นแม้จำเลยที่ 2 จะมิได้มาฟังคำสั่ง ก็ถือว่าคำสั่งศาลนั้นได้ส่งให้จำเลยที่ 2 โดยชอบและจำเลยที่ 2 ทราบคำสั่งนั้นแล้วตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2532 ระยะเวลาสิ้นสุดที่จำเลยที่ 2 จะต้องนำส่งสำเนาฎีกาตามคำสั่งศาลชั้นต้นคือวันที่ 8 พฤศจิกายน 2532แต่ปรากฏตามรายงานเจ้าหน้าที่ฉบับลงวันที่ 18 ธันวาคม 2532ว่า จำเลยที่ 2 เพิกเฉยมิได้จัดการนำส่งสำเนาฎีกาในกำหนดนั้น จึงเป็นการทิ้งฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 174(2)"ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความของศาลฎีกา.