Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 13703/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย โดยได้มาจาก ข. ให้จำเลยในระหว่างมีชีวิต ย่อมแตกต่างจากการได้มาโดยพินัยกรรม ซึ่งเป็นการกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สิน ที่จำเลยนำสืบสำเนาพินัยกรรมจึงเป็นการนำสืบนอกคำให้การ แม้ศาลชั้นต้นรับสำเนาพินัยกรรมเข้าไว้ในสำนวนก็มิได้หมายความว่าศาลชั้นต้นรับไว้เป็นพยานหลักฐานของจำเลยแล้ว เพราะเป็นเพียงการรับไว้เพื่อจะวินิจฉัยต่อไปว่าจะรับฟังได้หรือไม่ เมื่อเป็นการนำสืบนอกคำให้การ จึงไม่อาจรับฟังสำเนาพินัยกรรมเป็นพยานหลักฐานได้

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า นิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3330 แปลงย่อยเลขที่ 136 ตำบลเปือยใหญ่ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น (ในกรอบเส้นสีแดง) เนื้อที่ 10 ไร่ 3 งาน 21 ตารางวา ระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะ ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ ถ้าจดทะเบียนโอนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 800,000 บาท แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การ แก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งว่า

โจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี หรือ 10 ปี นับแต่ได้รู้หรือควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดกหรือนับตั้งแต่การจัดการมรดกเสร็จสิ้น ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิขายให้แก่จำเลยที่ 2 ได้ จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลภายนอกซื้อที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 1 โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต การซื้อขายจึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่ตกเป็นโมฆะ กรรมสิทธิ์ในที่ดินตกเป็นของจำเลยที่ 1 ขอให้บังคับให้โจทก์ออกไปจากที่ดินพิพาทและห้ามมิให้โจทก์เข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3330 ตำบลเปือยใหญ่ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น เนื้อที่ 10 ไร่ 3 งาน 21 ตารางวา ในกรอบเส้นสีแดงในรูปแผนที่ (ใบต่อ) แนบท้ายสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 1 ระหว่างจำเลยทั้งสอง ฉบับลงวันที่ 30 สิงหาคม 2554 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง และหากไม่สามารถดำเนินการได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 800,000 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า นายหวา อยู่กินฉันสามีภริยากับนางเข็ม มีบุตรร่วมกัน 7 คน คือ นางพิมพา หรือแนนเกลี้ยง นางสุดา หรือท่าจอหอ นางสุวรรณ หรือเถาหมอ นางบัวลี นางสาวบุสดี จำเลยที่ 1 และนายสมพงษ์ นางพิมพาอยู่กินฉันสามีภริยากับนายทัศน์ มีบุตรร่วมกัน 3 คน คือ นางฉวีวรรณ โจทก์ และนางวิลาไพ นางเข็ม นางพิมพา และนายทัศน์ร่วมกันทำนาเลี้ยงครอบครัว และนายทัศน์ขับรถยนต์โดยสารรับจ้างด้วย จำเลยที่ 1 นางสุดาและนางสาวบุสดีไปทำงานรับจ้างที่กรุงเทพมหานคร ต่อมามีนางสุดาเพียงผู้เดียวที่รับราชการและจำเลยที่ 1 กลับมาเยี่ยมบ้านปีละ 1 ถึง 2 ครั้ง นายหวาและนางเข็มมีทรัพย์สินเป็นที่ดินรวม 3 แปลง ในปี 2512 นางเข็มแบ่งที่ดินทั้งสามแปลงให้แก่บุตร โดยที่ดินแปลงแรกไม่มีเอกสารสิทธิเป็นที่ตั้งบ้านเลขที่ 41 หมู่ที่ 9 ตำบลเปือยใหญ่ (ปัจจุบันเป็นตำบลหนองปลาหมอ)

อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น เนื้อที่ประมาณ 1 งาน ยกให้นางพิมพา นางพิมพาขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 1485 ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ต่อมาปี 2524 นางพิมพาถึงแก่ความตาย โจทก์ได้รับโอนที่ดินแปลงดังกล่าวทางมรดก แล้วออกโฉนดเลขที่ 14674 ตามสำเนาโฉนด จากนั้นโจทก์ขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่บุคคลภายนอกแล้วนำเงินแบ่งปันให้แก่น้อง ๆ ของนางพิมพาคนละ 10,000 บาท นอกจากนางสุดาไม่ได้รับส่วนแบ่ง ที่ดินแปลงที่ 2 มีแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 43 เนื้อที่ 12 ไร่ 1 งาน 20 ตารางวา แบ่งให้แก่นางสุวรรณและนางสุดาคนละครึ่ง และที่ดินแปลงที่ 3 เป็นที่ดินแปลงใหญ่มีแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1)

เลขที่ 56 เนื้อที่ 20 ไร่ 35 ตารางวา ตามสำเนาแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน ต่อมาจำเลยที่ 1 ขอออกโฉนดที่ดินแทนทายาทคนอื่น โดยออกเป็นโฉนดเลขที่ 3330 ตำบลเปือยใหญ่ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ปรากฏว่ามีเนื้อที่ 55 ไร่ 1 งาน 63 ตารางวา ตามสำเนาโฉนด นางเข็มแบ่งที่ดินออกเป็น 5 ส่วน ส่วนละประมาณ 10 ไร่ ยกให้แก่บุตร ส่วนทิศเหนือสุดให้แก่จำเลยที่ 1 ถัดลงไปให้นายสมพงษ์ นางสาวบุสดีซึ่งภายหลังได้โอนขายให้แก่นายพูลสวัสดิ์ ถัดลงไปอีกเป็นที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 10 ไร่ 3 งาน 21 ตารางวา คือส่วนบริเวณภายในกรอบเส้นสีแดงในรูปแผนที่ (ใบต่อ) ตามสำเนาโฉนดที่ดิน และถัดลงไปด้านล่างสุดให้นางรัญจวนบุตรของนางสาวบัวลี ซึ่งได้รับมรดกแทนที่นางบัวลีที่ถึงแก่ความตายไปแล้ว

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2546 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนแบ่งโอนที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่ทายาทโดยได้รับความยินยอมจากทายาททุกคน ต่อมาวันที่ 30 สิงหาคม 2554 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 800,000 บาท ปัจจุบันโจทก์ครอบครองทำนาในที่ดินพิพาท คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยสำเนาพินัยกรรมชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น" เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 โดยได้รับการแบ่งให้จากนางเข็ม

หมายถึงการให้ระหว่างนางเข็มมีชีวิต แตกต่างจากการให้โดยพินัยกรรมซึ่งเป็นการกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สิน การที่จำเลยที่ 1 ขอสืบสำเนาพินัยกรรม จึงเป็นการนำสืบนอกคำให้การ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับฟังสำเนาพินัยกรรม จึงชอบแล้ว การที่ศาลชั้นต้นรับสำเนาพินัยกรรม เข้าไว้ในสำนวนประกอบกับโจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2555 คัดค้านการนำสืบพินัยกรรมฉบับดังกล่าว นั้น มิได้หมายความว่าศาลชั้นต้นสั่งรับสำเนาพินัยกรรม ไว้เป็นพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 แล้ว เป็นเพียงการรับไว้เพื่อจะวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 1 จะอ้างเอกสารฉบับดังกล่าวได้หรือไม่ เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาในประเด็นดังกล่าวมาว่า การได้มาของที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 อยู่นอกคำให้การชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ไม่ได้มีคำสั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

Result

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ

Matter details

Panel of judges
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์ · ประยูร ณ ระนอง · ปิยกุล บุญเพิ่ม
Lower court
ศาลจังหวัดพล - นายวิรัตน์ ชำนาญการ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายวิชัย ศิริแสงทอง
Supreme Court black case no.
พ.290/2557
Trial court black case no.
พ1006/2554
Trial court red case no.
พ876/2555
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 7504/2567

แม้การยื่นคำให้การในคดีผู้บริโภคจะไม่เคร่งครัดเช่นการยื่นคำให้การในคดีแพ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 ก็ตาม แต่การจะให้การรับหรือปฏิเสธคำฟ้องโจทก์ส่วนไหนอย่างไรย่อมเป็นเจตนาอิสระของคู่ความ พ.ร.บ.วิธีพิจารณา…

Supreme Court Judgment No. 5660/2567

คำให้การว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้น ป.วิ.พ. มาตรา 177 มิได้บังคับว่าต้องระบุอ้างมาตราในกฎหมายด้วย แม้จำเลยทั้งสองระบุเลขมาตรา 193/33 (3) แต่เป็นกรณีตามมาตรา 193/33 (5) ก็เป็นเพียงการอ้างอนุมาตราผิดซึ่…

Supreme Court Judgment No. 4837/2567

สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องโจทก์ คือ โจทก์เป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ผู้ตายโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์นั่งส่วนบุคคลทั้งสองคันซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตายให้แก่จำเ…

Supreme Court Judgment No. 1589/2567

ตามคำให้การของจำเลยที่ 2 ที่ให้การว่า เดิมที่ดินส่วนที่จำเลยที่ 2 คัดค้านเป็นของ พ. ที่ขายให้จำเลยที่ 1 และ อ. โดยมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แล้วบุคคลทั้งสองยกให้จำเลยที่ 2 จำ…

Supreme Court Judgment No. 900/2567

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาท อนุญาตให้จำเลยอยู่อาศัยในที่ดินและบ้านพิพาทโดยไม่มีค่าตอบแทน ต่อมาโจทก์แจ้งให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและบ้านพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉย จำเล…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up