คำฟ้องและคำให้การ
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยรวมจำนวนเงิน 459,554,424.75 บาท อ้างเหตุจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาในการว่าจ้างโจทก์ทำการก่อสร้างอาคารกองบัญชาการทหารสูงสุดและอาคารที่จอดรถยนต์ โดยบรรยายฟ้องในข้อ 6 กล่าวอ้างว่าพลอากาศเอกวรนาถ อภิจารี ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดในขณะนั้นเป็นผู้ทำการแทนจำเลยได้มีคำสั่งให้โจทก์ระงับการก่อสร้างเป็นการกระทำที่ผิดสัญญาต่อโจทก์
จำเลยให้การต่อสู้คดีคดีอยู่ระหว่างพิจารณาผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 14 สิงหาคม 2539 เข้ามาในคดีอ้างเหตุเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดี เพราะหากจำเลยแพ้คดีจำเลยก็จะฟ้องไล่เบี้ยเรียกค่าเสียหายเอาจากผู้ร้องได้ขอให้ศาลมีคำสั่งออกหมายเรียกผู้ร้องเข้าเป็นจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 ให้ยกคำร้องผู้ร้องอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนผู้ร้องฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ตามคำร้องของผู้ร้องได้บรรยายให้เห็นว่าผู้ร้องมีเจตนาจะขอเข้ามาในคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(2) และ 57(3)
อย่างชัดแจ้งนั้นเห็นว่า การที่ผู้ร้องจะขออนุญาตเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(2) นั้น ผู้ร้องต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีนั้น หมายถึงว่าจะต้องเป็นผู้ที่ถูกกระทบกระเทือนหรือถูกบังคับโดยคำพิพากษานั้นโดยตรงหรือผลคดีตามกฎหมายจะมีผลไปถึงตนด้วย ซึ่งพิเคราะห์แล้วหากศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ คำพิพากษาก็หาได้มีผลผูกพันไปถึงผู้ร้องแต่อย่างใดไม่เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องว่ากล่าวเอาแก่ผู้ร้องต่อไปอีกคดีหนึ่ง ผลแห่งคำพิพากษาหรือข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่ผูกพันบังคับแก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงไม่มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดี และเพียงแต่โจทก์และจำเลยไม่ได้คัดค้านอุทธรณ์ของผู้ร้องจะแปลว่าคู่ความรับว่าเป็นความจริงตามที่ร้องสอดหาได้ไม่
ส่วนการที่ศาลจะออกหมายเรียกให้บุคคลภายนอกเข้ามาในคดีตามมาตรา 57(3)(ก) จะต้องโดยคำขอของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งซึ่งผู้ร้องยังมิใช่คู่ความในคดีหรือตามมาตรา 57(3)(ข) โดยคำสั่งของศาลเมื่อศาลนั้นเห็นสมควร แต่กรณีตามคำร้องยังไม่มีเหตุสมควรเพียงพอ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"
Result
พิพากษายืน