คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินของโจทก์ตกอยู่ในที่ล้อมไม่มีทางออกเดิมจำเลยเคยยอมให้ผ่านที่ดินของจำเลย ออกสู่ทางสาธารณะจนตกอยู่ในภารจำยอม บัดนี้ จำเลยปิดเสีย จึงขอให้เปิดศาลชั้นต้นฟังว่า ทางเดินไม่ใช่ทางภารจำยอม และไม่ใช่ทางจำเป็น จึงยกฟ้องศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า ทางพิพาทถูกปิดมิให้ใช้มา 10 ปีแล้ว จึงไม่ตกอยู่ในภารจำยอม แต่ปรากฏว่าที่ดินของโจทก์ถูกล้อมรอบโดยที่ดินของผู้อื่นไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ นางเถียะเจ้าของที่ดินของโจทก์แต่เดิมเคยใช้ทางพิพาทนี้เข้าออกสู่ทางสาธารณะ ต่อมานางเถียะจำนองที่ดินแก่นางโถแล้วหลุดเป็นสิทธิแก่นางโถ แล้วนางโถขายแก่โจทก์ นางโถมีที่ดินอีก 1 แปลงต่างหากอยู่ทางเหนือติดต่อกับที่ดินที่ขายให้โจทก์นี้ฉะนั้น
จะถือว่า ที่ดินของโจทก์ เป็นที่ดินแบ่งแยกหรือแบ่งโอนจากนางโถไม่ได้ เพราะเป็นที่ดินต่างแปลงกันมาแต่เดิม โจทก์ไม่มีสิทธิจะเรียกร้องเอาทางเดินจากนางโถได้ ฉะนั้นโจทก์จึงมีความจำเป็นที่จะต้องขอเดินตามเส้นทางพิพาท โดยอาศัยสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349จึง
Result
พิพากษากลับว่า โจทก์มีสิทธิทำทางผ่านที่ของจำเลยตามแนวเส้นสีแดงในแผนที่สังเขปท้ายฟ้องได้ แต่ไม่ตัดสิทธิของจำเลยที่จะว่ากล่าวในเรื่องค่าทดแทนตามมาตรา 1349 วรรคท้าย