Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1416/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายในส่วนที่ยุยงพนักงานโจทก์ให้ทำงานกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเงิน 1,000,000 บาท และให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากการจำหน่ายยาปีละ 500,000 บาท นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2534 จนกว่าจำเลยที่ 3 จะส่งยาให้โจทก์จำหน่าย โจทก์มิได้อุทธรณ์ คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่เกี่ยวกับจำนวนค่าเสียหายในส่วนนี้จึงถึงที่สุด โจทก์จะฎีกาขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 และจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายเพิ่มขึ้นอีกไม่ได้ แต่ในส่วนค่าเสียหายที่เป็นค่าขาดประโยชน์จากการจำหน่ายยาปีละ 500,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้นับจนถึงวันที่ 1 มกราคม 2539 โจทก์มีสิทธิฎีกาได้ จำเลยที่ 3 ไม่ส่งยาให้โจทก์จำหน่ายตามสัญญาตั้งแต่ประมาณเดือนมิถุนายน 2534 และตามสัญญาตั้งโจทก์เป็นตัวแทนจำหน่ายยาของจำเลยที่ 3 แต่ผู้เดียวในประเทศไทยจะสิ้นสุดสัญญาอีกครั้งในวันที่ 1 มกราคม 2539 ประกอบกับตามคำขอท้ายฟ้อง โจทก์ขอให้จำเลยที่ 3 ส่งยาให้แก่โจทก์ตามปกติ นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ 1 มกราคม 2539 อันตรงกับวันสิ้นสุดของสัญญาดังกล่าว เมื่อปรากฏว่าสัญญาสิ้นสุดลงแล้ว โจทก์ย่อมไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 3 ส่งยาให้โจทก์จำหน่ายได้อีก และจำเลยที่ 3 มีสิทธิส่งยาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จำหน่ายได้ คำขอโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด กรรมการโจทก์มี 6 คน คือ ว. ส. และ พ. กับกรรมการอื่นอีก 3 คน กรรมการ 2 คน ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของโจทก์มีผลผูกพันโจทก์ได้ เมื่อคำฟ้องโจทก์ในช่องคู่ความระบุว่าโจทก์โดย ส. และ พ. กรรมการผู้มีอำนาจ แม้จะแตกต่างจากที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า กรรมการผู้มีอำนาจโจทก์คือ ว. และ พ. ก็ตาม แต่บุคคลทั้งสามตามที่ระบุชื่อต่างก็เป็นกรรมการโจทก์มีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของโจทก์มีผลผูกพันโจทก์ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง แม้สัญญาตั้งโจทก์เป็นตัวแทนจำหน่ายยาแต่ผู้เดียวในประเทศไทยของจำเลยที่ 3 จะมิได้มีกรรมการ 2 คน ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราของโจทก์ตามข้อบังคับของโจทก์ก็ตาม แต่ก็มีข้อความระบุชื่อคู่สัญญาไว้ชัดเจนว่าเป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างจำเลยที่ 3 กับโจทก์โดยมีจำเลยที่ 1 ทำสัญญาในนามโจทก์ จึงต้องถือว่าโจทก์เป็นคู่สัญญา ทั้งภายหลังทำสัญญาโจทก์และจำเลยที่ 3 ต่างถือเอาสัญญานั้นมาใช้เป็นประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจของตน ย่อมถือว่าโจทก์ได้ให้สัตยาบันและมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 3 แล้ว ปัญหาว่า จำเลยทั้งสามได้ร่วมทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายใด ๆ จากจำเลยที่ 1 และที่ 2 และมีสิทธิขอให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายที่เป็นค่าขาดประโยชน์จากการจำหน่ายยาโดยนับแต่ปี 2532 จนกว่าจำเลยที่ 3 จะหยุดส่งยาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จำหน่ายหรือไม่นั้น เป็นมูลคดีเดียวกับคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานยักยอกและความผิดต่อ พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจะต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 46 ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาโดยฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ร่วมก่อการตั้งจำเลยที่ 2 ในขณะที่จำเลยที่ 1 ยังเป็นกรรมการโจทก์อยู่ แต่จำเลยที่ 2 ยังมิได้ประกอบกิจการอันใด จึงไม่เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของโจทก์ และระหว่างที่จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการโจทก์อยู่ จำเลยที่ 1 ไม่ได้จัดให้จำเลยที่ 3 ยกเลิกไม่ส่งยาให้โจทก์จำหน่ายหรือชักนำให้จำเลยที่ 3 แต่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนจำหน่ายยาแต่ผู้เดียวในประเทศไทยแทนโจทก์ และการที่จำเลยที่ 1 นำยาของจำเลยที่ 3 ที่โจทก์จำหน่ายอยู่ก่อนไปจดทะเบียนซ้ำต่อคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข หรือเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2534 จำเลยที่ 1 ได้สั่งยาหรือนำเข้ายาชนิดเดียวกันกับยาที่จำเลยที่ 3 ส่งให้โจทก์จำหน่ายอยู่ก่อนมาจำหน่ายแทนโจทก์ ทำให้โจทก์ขาดรายได้ปกติและไม่มียาดังกล่าวจำหน่าย ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 พ้นจากการเป็นกรรมการโจทก์ทั้งสิ้น ดังนี้ ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง จึงต้องถือข้อเท็จจริงในคดีอาญาที่ฟังยุติดังกล่าวว่า จำเลยที่ 1 ร่วมก่อการตั้งจำเลยที่ 2 ในขณะที่จำเลยที่ 1 ยังเป็นกรรมการโจทก์อยู่ แต่จำเลยที่ 2 ยังมิได้ประกอบกิจการอันใด ไม่เป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย จึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ และจำเลยที่ 1 และที่ 2 สั่งหรือนำเข้ายาชนิดเดียวกันกับที่จำเลยที่ 3 ส่งให้โจทก์จำหน่ายอยู่ก่อนมาจำหน่ายแทนโจทก์ เป็นการกระทำภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 พ้นจากการเป็นกรรมการโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีอำนาจกระทำได้ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายที่เป็นค่าขาดประโยชน์จากการจำหน่ายยา เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 แม้จำเลยที่ 3 มิได้ฎีกาก็ตาม แต่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามให้ร่วมกันรับผิดในผลแห่งละเมิด กรณีจึงเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันมิอาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 3 ที่มิได้ฎีกาด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบด้วยมาตรา 247

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงิน 290,089,660 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสามจำหน่ายยาทุกชนิดของจำเลยที่ 3 ในประเทศไทย ให้จำเลยที่ 3 ส่งยาให้โจทก์จำหน่ายตามปกตินับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่ 1 มกราคม 2539 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกถอนการจดทะเบียนตำรับยาของจำเลยที่ 3 ตามบัญชีรายชื่อยาและทะเบียนยาที่จำเลยที่ 2 จดทะเบียนต่อคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกเฉยให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 2

จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายปีละ 500,000 บาท นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2534 จนกว่าจำเลยที่ 3 จะส่งยาให้แก่โจทก์และเพิกถอนทะเบียนตำรับยาระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 แต่ไม่เกิน 5 ปี ห้ามจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำหน่ายยาของจำเลยที่ 3 และให้เพิกถอนการจดทะเบียนตำรับยาของจำเลยที่ 3 ที่จำเลยที่ 2 จดทะเบียนไว้ต่อคณะกรรมการอาหารและยา คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายปีละ 500,000 บาท จนถึงวันที่ 1 มกราคม 2539 ให้ยกคำขอให้จำเลยที่ 3 ส่งยาให้โจทก์และคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนตำรับยา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ที่ 2 และโจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายในส่วนที่ยุยงชักชวนพนักงานโจทก์ให้ทำงานกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิ่มขึ้นเป็นเงิน 50,000,000 บาท และให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นค่าขาดประโยชน์จากการจำหน่ายยาเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 2,000,000 บาท นับแต่ปี 2532 จนกว่าจำเลยที่ 3 จะหยุดส่งยาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายในส่วนที่ยุยงพนักงานโจทก์ให้ทำงานกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเงิน 1,000,000 บาท และให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากการจำหน่ายยาปีละ 500,000 บาท นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2534 จนกว่าจำเลยที่ 3 จะส่งยาให้โจทก์จำหน่าย

โจทก์มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าว คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่เกี่ยวกับจำนวนค่าเสียหายในส่วนนี้จึงถึงที่สุด โจทก์จะรื้อฟื้นฎีกาขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 และจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายเพิ่มขึ้นอีกไม่ได้ แต่ในส่วนค่าเสียหายที่เป็นค่าขาดประโยชน์จากการจำหน่ายยาปีละ 500,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับจนถึงวันที่ 1 มกราคม 2539 โจทก์มีสิทธิฎีกาได้และศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปพร้อมกับฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในส่วนที่เกี่ยวกับค่าเสียหาย ที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกถอนการจดทะเบียนตำรับยาของจำเลยที่ 3 ที่ได้จดทะเบียนไว้ต่อคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุขนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากนายวีระพัฒน์กรรมการผู้มีอำนาจโจทก์ว่า

จำเลยที่ 3 ไม่ส่งยาให้โจทก์จำหน่ายตามสัญญาตั้งแต่ประมาณเดือนมิถุนายน 2534 และตามสัญญาตั้งโจทก์เป็นตัวแทนจำหน่ายยาของจำเลยที่ 3 แต่ผู้เดียวในประเทศไทย ตามเอกสารหมาย จ. 5 จะสิ้นสุดสัญญาอีกครั้งในวันที่ 1 มกราคม 2539 ประกอบกับตามคำขอท้ายฟ้อง โจทก์ขอให้จำเลยที่ 3 ส่งยาให้แก่โจทก์ตามปกติ นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ 1 มกราคม 2539 อันตรงกับวันสิ้นสุดของสัญญาดังกล่าว เมื่อปรากฏว่าสัญญาสิ้นสุดลงแล้ว โจทก์ย่อมไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 3 ส่งยาให้โจทก์จำหน่ายได้อีก และจำเลยที่ 3 มีสิทธิส่งยาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จำหน่ายได้ คำขอโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า

โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์บรรยายฟ้องว่า กรรมการผู้มีอำนาจโจทก์คือนายวิโรจน์และนายวีระพัฒน์ แต่ตามคำฟ้องในช่องคู่ความระบุว่า โจทก์โดยนายสุทธิเดชและนายวีระพัฒน์กรรมการผู้มีอำนาจ ทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ทราบว่ากรรมการคนใดมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ ทั้งลายมือชื่อในช่องผู้แต่งทนายความและตราประทับในใบแต่งทนายความเป็นลายมือชื่อและตราประทับปลอมนั้น เห็นว่า โจทก์มีนายวีระพัฒน์กรรมการผู้มีอำนาจโจทก์เบิกความว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ. 1 และตามหนังสือรับรองดังกล่าว กรรมการโจทก์มี 6 คน คือนายวิโรจน์ นายสุทธิเดช นายวีระพัฒน์ และกรรมการอื่นอีก 3 คน กรรมการ 2 คน

ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของโจทก์มีผลผูกพันโจทก์ได้ เมื่อคำฟ้องโจทก์ในช่องคู่ความระบุว่าโจทก์โดยนายสุทธิเดชและนายวีระพัฒน์กรรมการผู้มีอำนาจ แม้จะแตกต่างจากที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า กรรมการผู้มีอำนาจโจทก์คือนายวิโรจน์และนายวีระพัฒน์ก็ตาม แต่บุคคลทั้งสามตามที่ระบุชื่อต่างก็เป็นกรรมการโจทก์มีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของโจทก์มีผลผูกพันโจทก์ได้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างว่าลายมือชื่อในช่องผู้แต่งทนายความและตราประทับในใบแต่งทนายความเป็นลายมือชื่อและตราประทับปลอมนั้น เป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบฟังได้ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า

คำฟ้องโจทก์เกี่ยวกับค่าเสียหายเคลือบคลุมนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องข้อ 4.1 โจทก์บรรยายว่า จำเลยที่ 3 เริ่มส่งยาให้โจทก์จำหน่ายแต่ผู้เดียวในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2524 โจทก์ต้องลงทุนโฆษณา อบรมพนักงาน แนะนำวิธีการใช้จนเป็นที่ต้องการในท้องตลาด แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยุยงชักชวนพนักงานขายโจทก์ให้ลาออก และไปจำหน่ายยาของจำเลยที่ 3 ให้จำเลยที่ 2 รวม 80 คน เป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีพนักงานจำหน่าย สูญเสียเงินค่าอบรมพนักงาน เงินลงทุนโฆษณา รวมทั้งยาที่โจทก์มีอยู่เดิมแต่จำหน่ายไม่ได้และถูกทำลายทิ้งไป คิดค่าเสียหายเป็นเงิน 50,713,137 บาท และมีคำขอให้บังคับจำเลยทั้งสามใช้ค่าเสียหายดังกล่าว เห็นได้ว่า คำฟ้องในส่วนนี้ โจทก์ได้บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ

ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา พอที่จะให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าใจได้ จึงไม่ทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียเปรียบ ส่วนรายละเอียดความเสียหายจะมีอย่างไรและเพียงใดเป็นเรื่องต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานในคดี ทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ให้การต่อสู้ในลักษณะเข้าใจข้อหาดี คำฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่เคลือบคลุม ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 ไม่ได้ตั้งโจทก์เป็นตัวแทนจำหน่ายยาของจำเลยที่ 3 แต่ผู้เดียวในประเทศไทย แต่ทำสัญญาตั้งร้านไบโอฟาร์มเป็นตัวแทนจำหน่ายนั้น เห็นว่า โจทก์มีนายวีระพัฒน์กรรมการผู้มีอำนาจโจทก์เบิกความยืนยันว่า เมื่อปี 2524 จำเลยที่ 3 ทำสัญญาตั้งโจทก์เป็นตัวแทนจำหน่ายยาของจำเลยที่ 3 แต่ผู้เดียวในประเทศไทยตามเอกสารหมาย

จ. 5 โดยในการทำสัญญาดังกล่าวโจทก์มอบให้จำเลยที่ 1 ซึ่งขณะนั้นเป็นกรรมการผู้จัดการโจทก์เป็นผู้ลงชื่อในสัญญาแทน หลังจากทำสัญญาแล้วโจทก์สั่งซื้อยาจากจำเลยที่ 3 เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยจนถึงกลางปี 2534 เมื่อพิเคราะห์สัญญาดังกล่าวซึ่งระบุชื่อคู่สัญญาเป็นภาษาอังกฤษโดยมีคำว่า "a company" ต่อท้ายชื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย และเมื่อแปลรวมกับข้อความอื่นที่เป็นภาษาอังกฤษจะได้ความว่า เป็นสัญญาระหว่างจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบริษัทตั้งขึ้นตามกฎหมายของสาธารณรัฐไซปรัสกับโจทก์ซึ่งเป็นบริษัทตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศไทย ตามคำแปลท้ายเอกสารหมาย จ. 5 แสดงว่าคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัท ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างว่าจำเลยที่ 1 ลงชื่อในเอกสารหมาย

จ. 5 ในฐานะผู้จัดการร้านไบโอฟาร์ม ตามสำเนาทะเบียนพาณิชย์เอกสารหมาย ล. 1 เห็นว่า ร้านไบโอฟาร์มเป็นเพียงชื่อที่ใช้ในการประกอบพาณิชยกิจของโจทก์เท่านั้น หาได้มีฐานะเป็นนิติบุคคลต่างหากจากโจทก์ไม่ ทั้งสำนักงานที่ใช้ประกอบพาณิชยกิจก็ตั้งอยู่ในสถานที่แห่งเดียวกัน ฉะนั้น แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะแปลคำว่า "a company" ในสัญญาดังกล่าวว่าเป็น "ร้าน" เมื่อใช้กับชื่อไบโอฟาร์ม และแปลคำเดียวกันนั้นว่าเป็น "บริษัท" เมื่อใช้กับชื่อจำเลยที่ 3 ตามคำแปลเอกสารหมาย ล. 10 ก็หาทำให้สัญญาดังกล่าวไม่ใช่สัญญาตั้งโจทก์เป็นตัวแทนจำหน่ายยาของจำเลยที่ 3 แต่ผู้เดียวในประเทศไทยไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างว่าการกระทำที่มีผลผูกพันโจทก์ได้ต้องมีกรรมการ 2 คน

ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของโจทก์ แต่ในสัญญาตั้งโจทก์เป็นตัวแทนจำหน่ายยาแต่ผู้เดียวในประเทศไทยตามเอกสารหมาย จ. 5 มีจำเลยที่ 1 ลงชื่อเป็นคู่สัญญาเท่านั้น เห็นว่า แม้สัญญาดังกล่าวจะมิได้มีกรรมการ 2 คน ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราของโจทก์ตามข้อบังคับของโจทก์ก็ตาม แต่ก็มีข้อความระบุชื่อคู่สัญญาไว้ชัดเจนว่าเป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างจำเลยที่ 3 กับโจทก์โดยมีจำเลยที่ 1 ทำสัญญาในนามโจทก์ต้องถือว่าโจทก์เป็นคู่สัญญา ทั้งภายหลังทำสัญญาโจทก์และจำเลยที่ 3 ต่างถือเอาสัญญานั้นมาใช้เป็นประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจของตน ย่อมถือว่าโจทก์ได้ให้สัตยาบันและมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 3 แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ตั้งโจทก์เป็นตัวแทนจำหน่ายยาของจำเลยที่ 3 แต่ผู้เดียวในประเทศไทย

หาใช่ตั้งร้านไบโอฟาร์มเป็นตัวแทนดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาไม่ ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยทั้งสามไม่ได้ร่วมทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายใด ๆ จากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่วนโจทก์ฎีกาขอให้ชดใช้ค่าเสียหายที่เป็นค่าขาดประโยชน์จากการจำหน่ายยาโดยนับแต่ปี 2532 จนกว่าจำเลยที่ 3 จะหยุดส่งยาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จำหน่ายนั้น เห็นว่า ในปัญหาดังกล่าวเป็นมูลคดีเดียวกับคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานยักยอกและความผิดต่อ พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 ตามคดีหมายเลขดำที่ 7443/2534 หมายเลขแดงที่ 7524/2536 ของศาลอาญา จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง

ศาลจะต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 คดีอาญาดังกล่าว ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดยืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในยกฟ้องโจทก์ โดยฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ร่วมก่อการตั้งจำเลยที่ 2 ในขณะที่จำเลยที่ 1 ยังเป็นกรรมการโจทก์อยู่ แต่จำเลยที่ 2 ยังมิได้ประกอบกิจการอันใด จึงไม่เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของโจทก์ และระหว่างที่จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการโจทก์อยู่ จำเลยที่ 1 ไม่ได้จัดให้จำเลยที่ 3 ยกเลิกไม่ส่งยาให้โจทก์จำหน่ายหรือชักนำให้จำเลยที่ 3 แต่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนจำหน่ายยาแต่ผู้เดียวในประเทศไทยแทนโจทก์ และการที่จำเลยที่ 1 นำยาของจำเลยที่ 3 ที่โจทก์จำหน่ายอยู่ก่อนไปจดทะเบียนซ้ำต่อคระกรรมการอาหารและยา

กระทรวงสาธารณสุข หรือเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2534 จำเลยที่ 1 ได้สั่งยาหรือนำเข้ายาชนิดเดียวกันกับยาที่จำเลยที่ 3 ส่งให้โจทก์จำหน่ายอยู่ก่อนมาจำหน่ายแทนโจทก์ ทำให้โจทก์ขาดรายได้ปกติและไม่มียาดังกล่าวจำหน่าย ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 พ้นจากการเป็นกรรมการโจทก์ทั้งสิ้น ดังนี้ ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง จึงต้องถือข้อเท็จจริงในคดีอาญาที่ฟังยุติดังกล่าวว่า จำเลยที่ 1 ร่วมก่อการตั้งจำเลยที่ 2 ในขณะที่จำเลยที่ 1 ยังเป็นกรรมการโจทก์อยู่ แต่จำเลยที่ 2 ยังมิได้ประกอบกิจการอันใดไม่เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ และจำเลยที่ 1 และที่ 2 สั่งหรือนำเข้ายาชนิดเดียวกันกับที่จำเลยที่ 3 ส่งให้โจทก์จำหน่ายอยู่ก่อนมาจำหน่ายแทนโจทก์เป็นการกระทำภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 พ้นจากการเป็นกรรมการโจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีอำนาจกระทำได้ ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายที่เป็นค่าขาดประโยชน์จากการจำหน่ายยา ส่วนที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยุยงชักชวนให้พนักงานขายโจทก์ลาออกไปทำงานกับจำเลยที่ 2 รวม 92 คน เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการอบรมพนักงานและเงินลงทุนโฆษณานั้น ในข้อนี้ศาลคดีส่วนอาญามิได้วินิจฉัย จึงต้องวินิจฉัยให้และเห็นว่า ที่พนักงานโจทก์ลาออกมิได้เกิดจากการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้จากจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 แม้จำเลยที่ 3 มิได้ฎีกาก็ตาม แต่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามให้ร่วมกันรับผิดในผลแห่งละเมิด

กรณีจึงเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันมิอาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 3 ที่มิได้ฎีกาด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบด้วยมาตรา 247 และเมื่อวินิจฉัยดังกล่าว ก็ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความละเมิดหรือไม่

Result

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง.

Matter details

Panel of judges
พิชัย เตโชพิทยากูล · ดำรุพงศ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา · ทวีชัย เจริญบัณฑิต
Lower court
ศาลแพ่ง - นายศิริชัย วัฒนโยธิน
ศาลอุทธรณ์ - นายสำราญ สุชาติพงศ์
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 6502/2558

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ผท 6565 ชลบุรีไว้กับจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัย ในวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ขับรถคันดังกล่าวไปตามถนนสายอ่างศิลามุ่งหน้าไปตลาดอ่างศิลาซึ่งเป็นถนนมีช่องเ…

Supreme Court Judgment No. 2910/2540

คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา46กำหนดให้ศาลในคดีส่วนแพ่งจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน…

Supreme Court Judgment No. 3631/2528

จำเลยที่ 2 กล่าวในฟ้องอุทธรณ์ว่าฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมเพราะ คำเบิกความของส.พยานโจทก์เบิกความไม่แน่ชัดจำเลยที่2 ไม่สามารถเข้าใจ คำฟ้องของโจทก์ได้ดีโดยจำเลยที่2 ไม่ได้โต้แย้งเลยว่าคำฟ้องของโจทก์ไม่แสดงโ…

Supreme Court Judgment No. 1544/2520

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ค่าเสียหายของโจทก์รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 1,980,000 บาท แต่โจทก์มิได้เรียกร้องเอาเต็มจำนวนดังกล่าว คงติดใจขอเพียง 700,000 บาท กับดอกเบี้ยอีก 45,125 บาท รวม 748,125 บาท ดังนี้ การคิดค่าข…

Supreme Court Judgment No. 409/2519

โจทก์ฟ้องว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยบุกรุก ขอให้ขับไล่และเรียกค่าเสียหาย จำเลยให้การว่าที่พิพาทเป็นที่ดินโฉนดที่ 1174 ของบุตรจำเลย จำเลยมิได้ทำละเมิด และค่าเสียหายไม่ถึงจำนวนที่ฟ้อง ศาลอุทธรณ์ฟังว่า…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up