คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากคืนไม่ได้ให้ชำระราคาเป็นเงิน ๓๒๙,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคา
จำเลยให้การว่า จำเลยได้เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ ต่อมา ป. ได้เช่ารถยนต์พิพาทจากจำเลยไปทำธุรกิจส่วนตัว ที่จังหวัดสระบุรี เมื่อครบกำหนด ป. ไม่นำรถยนต์มาคืน ต่อมาจำเลยจึงทราบว่า รถยนต์พิพาทได้ถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ยึดเป็นของกลางในคดีอาญา จำเลยติดตามไปขอคืน แต่เจ้าพนักงานตำรวจแจ้งว่าต้องให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ไปขอคืนเอง หรือมอบอำนาจให้ผู้หนึ่งผู้ใดมา จำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทราบและขอให้โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยไปรับรถยนต์แทน แต่โจทก์ไม่ยอมออกหนังสือมอบอำนาจให้ จำเลยจึงได้ระงับส่งเงินตามสัญญาเช่าซื้อจนกว่าโจทก์จะไปขอรับรถยนต์กลับคืนมา ขอให้ยกฟ้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน ๓,๐๐๐ บาท
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเช่าซื้อรถยนต์พิพาทไปจากโจทก์ในราคา ๔๒๗,๑๐๔ บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้องวดละเดือน เดือนละ ๘,๘๙๘ บาท จำเลยชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์เพียง ๑๑ งวด เป็นเงิน ๙๗,๘๗๘ บาท ในระหว่างเช่าซื้อรถยนต์พิพาทถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ยึดเป็นของกลางในคดีอาญา พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๒๘๐ เม็ด
มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อและจะต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ ๓ (ค) มีข้อตกลงว่า "ผู้เช่าซื้อจะไม่ใช้หรืออนุญาตให้ผู้อื่นใช้ทรัพย์สินเพื่อวัตถุประสงค์ใด ๆ อันมิได้มุ่งหมายสำหรับทรัพย์สินหรือไม่เหมาะสมตามสมควร หรือโดยประการที่ขัดต่อกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับใด? ทั้งจะไม่อนุญาตให้บุคคลอื่นใดใช้ หรือจัดการโดยประการอื่นกับทรัพย์สิน หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของทรัพย์สิน"
ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยรับว่าจำเลยค้างชำระค่าเช่าซื้อจริง เพียงแต่อ้างว่า ที่ไม่ชำระค่าเช่าซื้อเพราะโจทก์ไม่ไปขอรับรถยนต์พิพาทหรือมอบอำนาจให้จำเลยรับรถยนต์คืนจากเจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยจึงไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ ปัญหาคงมีเพียงว่าการที่รถยนต์ถูกยึดเป็นความผิดของจำเลย หรือเกิดจากเหตุสุดวิสัยดังที่ศาลล่างทั้งสองศาลวินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า รถยนต์พิพาทถูกยึดเป็นของกลางในคดีอาญา ซึ่งตามบันทึกประจำวันเอกสารหมาย ล. ๗ ท้ายคำให้การ ปรากฏว่าเจ้าพนักงานตำรวจได้ตรวจยึดรถยนต์พิพาท พร้อมเมทแอมเฟตามีน จำนวน ๒๘๐ เม็ด จำเลยนำสืบอ้างส่งหนังสือสัญญาเช่ารถตามเอกสารหมาย ล. ๑ มีข้อพิรุธว่าเหตุใดการเช่าเพียงวันเดียวจึงต้องมีการทำสัญญาเช่า และถ้าจำเลยให้
ป. เช่ารถยนต์คันอื่นมาแล้วหลายครั้ง ก็น่าจะนำหลักฐานการเช่าในครั้งอื่นมาแสดงด้วย เมื่อจำเลยไม่นำหลักฐานดังกล่าวมาแสดง จึงน่าเชื่อว่าเอกสารหมาย ล. ๑ อาจเพิ่งทำขึ้นในภายหลังก็ได้ ที่พยานจำเลยเบิกความว่า ป. เคยเช่ารถยนต์จากจำเลยหลายครั้ง เพียงครั้งเกิดเหตุนี้เท่านั้น จำเลยไม่ได้เป็นผู้ขับรถยนต์เอง เห็นว่าคำเบิกความดังกล่าวพยายามหลีกเลี่ยงความรับผิด จึงเป็นพิรุธ เชื่อว่าจำเลยนำรถยนต์พิพาทไปให้ ป. เช่าหรือใช้ครั้งนี้ จำเลยทราบดีว่ามิได้เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อ ข้อ ๓ (ค) ทั้งหนี้ ที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์เป็นหนี้เงิน จึงมิใช่เป็นการพ้นวิสัยที่จำเลยจะชำระหนี้แก่โจทก์ได้ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ จะยกเหตุจากความผิดของจำเลยเองเป็นเหตุไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ไม่ได้ โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและเรียกค่าเสียหายได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัย โดยมิใช่เกิดจากความผิดของจำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น
Result
พิพากษากลับ ให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา ๒๐๐,๐๐๐ บาทแทน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวมทั้งสิ้น ๑๐,๐๐๐ บาท.