คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ให้จำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินของโจทก์ และเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่จำเลยใช้กลฉ้อฉลหลอกลวงให้มีขึ้นโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์ที่ 2จำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นเห็นว่า นิติกรรมทั้งสองฉบับ ทำ ณ สำนักงานที่ดินนิติกรรมจึงสมบูรณ์ ข้ออ้างของโจทก์ฟังไม่ได้ พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกามีปัญหาข้อกฎหมายมาสู่ศาลฎีกาตามที่โจทก์ฎีกาว่า การทำนิติกรรมขายที่พิพาทกฎหมายบังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือ การยินยอมให้ภรรยาขายก็ต้องทำเป็นหนังสือด้วย แต่หนังสือยินยอมพิมพ์ลายนิ้วมือโดยไม่มีพยานลงชื่อรับรองสองคนจึงเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์อ้างแต่เพียงข้อเท็จจริงว่า
โจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นภรรยาโจทก์ที่ 1 ทำนิติกรรมโดยไม่ได้รับความยินยอมอนุญาตจากโจทก์ที่ 1 ผู้เป็นสามีนิติกรรมนั้นจึงเป็นโมฆียะ ครั้นศาลชั้นต้นฟังว่าสามีรู้เห็นยินยอมและอนุญาต โจทก์ที่ 1 กลับอุทธรณ์ฎีกาเป็นข้อกฎหมายว่า ต้องได้รับความยินยอมจากสามีเป็นหนังสือ การลงลายพิมพ์นิ้วมือโดยมีพยานลงนามรับรองเป็นพยานเพียงคนเดียวใช้ไม่ได้
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อกฎหมายนี้โจทก์มิได้ยกขึ้นอ้างมาแต่ศาลชั้นต้น และไม่ใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยพิพากษายืน ยกฎีกาโจทก์