Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1434/2563

พ.ศ. 2563 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

หนังสือแสดงความประสงค์เรื่อง การอุทิศที่ดินให้กับทางราชการหรือยินยอมให้ทางราชการเข้าไปดำเนินการเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ร่วมกัน ทำขึ้นระหว่างโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้บริจาคกับจำเลยในฐานะผู้รับบริจาค แม้จะมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ย่อมมีผลผูกพันโจทก์ทั้งสองและจำเลยในฐานะเป็นบุคคลสิทธิ จำเลยจึงต้องปฏิบัติตามข้อสัญญาที่ระบุไว้ในหนังสือแสดงความประสงค์ดังกล่าว เมื่อการยกให้ แก่จำเลยเป็นการยกให้โดยมีเงื่อนไข ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจะตกเป็นของทางราชการและตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินก็ต่อเมื่อจำเลยได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแล้ว จำเลยไม่ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ภายในระยะเวลาตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในหนังสือแสดงความประสงค์ ก็ต้องถือว่าที่ดินพิพาทยังไม่ตกเป็นของทางราชการและไม่ตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงได้

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมสัญญา เรื่องการอุทิศที่ดินให้กับทางราชการเข้าไปดำเนินการเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ร่วมกัน ลงวันที่ 27 มิถุนายน 2555 หรือมีคำพิพากษาว่านิติกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะ และให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3399 ให้แก่โจทก์ที่ 1 และจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 3405 ให้แก่โจทก์ที่ 2 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3399 ฉบับเจ้าของที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 และส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 3405 ฉบับเจ้าของที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 2 กับห้ามจำเลยเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ทั้งสองอีกต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยฉบับลงวันที่ 27 มิถุนายน 2555 และให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3399 คืนโจทก์ที่ 1 และจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 3405 คืนโจทก์ที่ 2 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ที่ 2 ถึงแก่ความตาย นางรัชนี ทายาทยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2555 โจทก์ทั้งสองและนายสัญญา ร่วมบริจาคที่ดินให้แก่จำเลย โจทก์ที่ 1 บริจาคที่ดินเนื้อที่ 2 ไร่ 36 ตารางวา ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3399 ซึ่งแบ่งแยกมาจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 946 โจทก์ที่ 2 บริจาคที่ดินเนื้อที่ 3 ไร่ 35 ตารางวา ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 3405 ซึ่งแบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 28977 นายสัญญาบริจาคที่ดินโฉนดเลขที่ 17860 เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 31.58 ตารางวา โดยมีข้อตกลงว่า จำเลยจะต้องนำที่ดินไปสร้างตลาดสดและสถานีขนส่งผู้โดยสารพร้อมทั้งอำนวยความสะดวกทางสัญจรเข้าออกให้แล้วเสร็จพร้อมเปิดใช้งานภายใน 36 เดือน

หากจำเลยผิดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งถือว่าผิดสัญญา โจทก์ทั้งสองมีสิทธิฟ้องเรียกที่ดินคืนได้ เมื่อครบระยะเวลาที่กำหนดแล้วจำเลยไม่ก่อสร้างตามเงื่อนไข ปัจจุบันที่ดินยังคงมีสภาพเป็นที่ว่างเปล่า โจทก์ทั้งสองได้มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาทที่โจทก์ทั้งสองทำกับจำเลยหรือไม่ เห็นว่า หนังสือแสดงความประสงค์เรื่อง การอุทิศที่ดินให้กับทางราชการหรือยินยอมให้ทางราชการเข้าไปดำเนินการเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ร่วมกัน ทำขึ้นระหว่างโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้บริจาคกับจำเลยในฐานะผู้รับบริจาค เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงทำหนังสือกันไว้เช่นนี้

แม้จะมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ย่อมมีผลผูกพันโจทก์ทั้งสองและจำเลยในฐานะเป็นบุคคลสิทธิ จำเลยจึงต้องปฏิบัติตามข้อสัญญาที่ระบุไว้ในหนังสือแสดงความประสงค์ฯ ซึ่งตามสัญญาข้อ 3 ระบุไว้ว่า "ผู้บริจาครายที่ 1 ผู้บริจาครายที่ 2 ผู้บริจาครายที่ 3 กับผู้รับบริจาคได้กำหนดเงื่อนไขร่วมกันที่จะต้องปฏิบัติตาม ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า "เงื่อนไขบริจาค" โดยมีรายละเอียดดังนี้ ข้อ 3.1 ผู้รับบริจาคจะต้องนำที่ดินบริจาคที่ได้รับไปดำเนินการก่อสร้างตลาดสดของเทศบาลตำบลแคนดง และสถานีขนส่งผู้โดยสารของเทศบาลตำบลแคนดง โดยมีรายการดังนี้ ข้อ 3.1.1 อาคารตลาดสดของเทศบาลตำบลแคนดงพร้อมทั้งบริเวณอำนวยความสะดวก ข้อ 3.1.2 อาคารสถานีขนส่งผู้โดยสารของเทศบาลตำบลแคนดง

พร้อมทั้งบริเวณอำนวยความสะดวก... ข้อ 3.2 ผู้รับบริจาคจะต้องเริ่มดำเนินการก่อสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใด ๆ ตามข้อ 3.1 ภายในกำหนดระยะเวลา 16 เดือน นับตั้งแต่วันจดทะเบียนการโอนที่ดินบริจาคตามข้อ 1.6 และจะต้องแล้วเสร็จพร้อมเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการภายในกำหนดระยะเวลา 36 เดือน นับตั้งแต่วันจดทะเบียนการโอนที่ดินบริจาคตามข้อ 1.6 เว้นแต่เหตุสุดวิสัยหรือมิใช่ความผิดของผู้รับบริจาคและต้องได้รับความยินยอมจากผู้บริจาคเป็นลายลักษณ์อักษร ข้อ 3.3 ผู้รับบริจาคจะต้องเปิดใช้งานอาคารตลาดสดของเทศบาลตำบลแคนดงและอาคารสถานีขนส่งผู้โดยสารของเทศบาลตำบลแคนดงอย่างเป็นทางการตามกำหนดระยะเวลาในข้อ 3.2 และจะต้องเปิดใช้งานอย่างต่อเนื่องโดยจะไม่นำเอาที่ดินบริจาคไปทำการนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในหนังสือนี้ ข้อ 4.

หากผู้รับบริจาคทำผิดเงื่อนไขบริจาคข้อหนึ่งข้อใดตามข้อ 3 ให้ถือว่าสัญญานี้ผู้บริจาครายที่ 1 ผู้บริจาครายที่ 2 ผู้บริจาครายที่ 3 ขอสงวนสิทธิ์ในการเรียกคืนที่ดินบริจาคภายในเวลา 6 เดือน ส่วนอาคารและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดในที่ดินบริจาคยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้รับบริจาค เว้นแต่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น" ตามข้อสัญญาในข้อ 3 และข้อ 4 ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า โจทก์ทั้งสองยกที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยโดยมีเงื่อนไข เมื่อเป็นเช่นนี้ ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจะตกเป็นของทางราชการและตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินก็ต่อเมื่อจำเลยได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแล้ว ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามที่ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยนำสืบรับกันว่า

จำเลยไม่ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ภายในระยะเวลา 16 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2555 ซึ่งเป็นวันจดทะเบียนการให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในหนังสือแสดงความประสงค์ฯ ก็ต้องถือว่าที่ดินพิพาทยังไม่ตกเป็นของทางราชการและไม่ตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

Result

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

Matter details

Panel of judges
ดิเรก อิงคนินันท์ · ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์ · วินัย เรืองศรี
Lower court
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ - นางสาวณัฎฐิณี ตุวานนท์ เทียนหิรัญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายอายุวัชญ์ วิทูรวัชรเวธน์
Supreme Court black case no.
พ.771/2562
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 5661/2567

แบบขออนุญาตสร้างทางเป็นเพียงแบบพิมพ์ แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำพนักงานเจ้าหน้าที่มาเบิกความรับรองนั้น แต่ในชั้นพิจารณาโจทก์มิได้คัดค้านการนำเอกสารดังกล่าวมาสืบ จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา…

Supreme Court Judgment No. 1457/2563

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปในเคหสถานที่อยู่อาศัยของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควร โดยไม่ได้บรรยายฟ้องถึงองค์ประกอบความผิดว่าจำเลยกระทำโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัง…

Supreme Court Judgment No. 14595/2558

โจทก์และจำเลยต่างโต้เถียงกันว่า ร.ได้อุทิศที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยย่อมมีอำนาจหน้าที่ครอบครองดูแลรักษาตามกฎหมาย แต่ถ้าโจทก์ชนะคดีย่อ…

Supreme Court Judgment No. 4377/2549

ช. ยกทางพิพาทให้เป็นทางสาธารณะแล้ว แม้จะระบุว่า ช. จะมาจดทะเบียนให้เสร็จภายใน 3 วัน แต่เป็นการยกให้เป็นทางสาธารณะจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยสมบูรณ์ตามกฎหมายทันทีที่ ช. ได้แสดงเจตนาโดยไม่จำต้องจ…

Supreme Court Judgment No. 1922/2539

การอุทิศที่ดินเพื่อเป็นที่สาธารณะสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันหาตกอยู่ในบังคับว่าด้วยการยกให้ไม่แม้การยกให้โดยปริยายก็มีผลทำให้ที่ดินที่ยกให้ตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้วไม่จำต้องจดทะเบีย…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up