Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1435/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่479/2528โจทก์ที่1และที่3ฟ้องจำเลยอ้างสิทธิในที่ดินโฉนดเลขที่3083และที่ดินมือเปล่าคือที่ดินพิพาทในคดีนี้แต่คำขอท้ายฟ้องขอให้บังคับขับไล่จำเลยออกไปจากที่ดินเพียงโฉนดเลขที่3083เท่านั้นมิได้ขอให้บังคับเกี่ยวกับที่ดินมือเปล่าแต่ขอให้บังคับให้ใช้ค่าเสียหายเกี่ยวกับที่ดินมือเปล่าด้วยศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าในการวางเกณฑ์คำนวณค่าเสียหายนั้นเนื่องจากคำขอท้ายฟ้องขอให้บังคับจำเลยออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่3083เท่านั้นการที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นพิพาทว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นที่ดินมือเปล่าจนได้สิทธิหรือไม่แล้ววินิจฉัยไปตามประเด็นนี้ย่อมเป็นการวินิจฉัยนอกคำขอท้ายฟ้องจึงไม่นำเอาที่ดินมือเปล่ามารวมคำนวณค่าเสียหายด้วยจำเลยฎีกาโดยไม่มีปัญหาขึ้นสู่ศาลฎีกาเกี่ยวกับที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเรื่องศาลชั้นต้นวินิจฉัยนอกคำขอท้ายฟ้องประเด็นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่479/2528เกี่ยวกับที่ดินพิพาทที่เป็นที่ดินมือเปล่านั้นเป็นอันยุติว่าวินิจฉัยให้ไม่ได้เพราะเกินคำขอท้ายฟ้องจึงถือไม่ได้ว่าเป็นประเด็นที่ได้วินิจฉัยแล้วในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่479/2528คำฟ้องสำนวนหลังที่จำเลยฟ้องโจทก์ที่1และที่3จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลสั่งรวมพิจารณา เพื่อความสะดวกให้เรียกโจทก์ในสำนวนหลังว่าจำเลย และให้เรียกจำเลยที่ 2 และที่ 1ในสำนวนหลังว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ตามลำดับ สำนวนแรก

โจทก์ทั้งสิบฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 จำเลยนายสายหยุด จินดา และนายบัญญัติ จินดา เป็นเจ้าของรวมในที่ดินมือเปล่าตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลกาหลง อำเภอเมืองสมุทรสาครเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่เศษ โดยมีสิทธิคนละ 1 ใน 6 ส่วน โจทก์ที่ 4ถึงที่ 10 เป็นบุตรของนายบัญญัติซึ่งถึงแก่กรรมเมื่อปี 2508โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 10 จึงร่วมกันครอบครองที่ดินส่วนของนายบัญญัติสืบต่อมา ที่ดินดังกล่าวอยู่ด้านทิศใต้ของที่ดินโฉนดเลขที่ 3038(ที่ถูกคือ 3083) เมื่อต้นเดือนมกราคม 2535 จำเลยได้นำเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครไปรังวัดที่ดินมือเปล่าดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการออกโฉนดโดยมีชื่อของจำเลยแต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โจทก์ทั้งสิบจึงบอกกล่าวให้จำเลยไปยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินร่วมกันกับโจทก์เพื่อทำการรังวัดออกโฉนดและแบ่งแยกที่ดินออกเป็นส่วนสัดระหว่างโจทก์ทั้งสิบกับจำเลย แต่จำเลยเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยไปยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครร่วมกับโจทก์ทั้งสิบเพื่อออกโฉนดเป็นชื่อของโจทก์ทั้งสิบและจำเลยถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน

จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสิบไม่ได้เป็นเจ้าของร่วมในที่ดินตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง สำนวนหลัง

จำเลยฟ้องว่า จำเลย โจทก์ที่ 1 และที่ 3เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดเลขที่ 3083 ตำบลกาหลงอำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเดิมด้านทิศใต้เป็นที่ดินมือเปล่า เมื่อประมาณเดือนมกราคม 2522 จำเลยได้เข้าไปแผ้วถางที่ดินมือเปล่าเพื่อทำเป็นนากุ้งและครอบครองตลอดมาจนถึงปัจจุบันเกินกว่า 10 ปี จำเลยจึงได้สิทธิครอบครอง เมื่อวันที่24 ตุลาคม 2533 จำเลยได้ยื่นหนังสือต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครเพื่อขอออกโฉนดในที่ดินมือเปล่าแต่ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ได้โต้แย้งคัดค้านทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับโจทก์ที่ 1 และที่ 3ดำเนินการถอนคำร้อง คำขอโต้แย้งคัดค้านการขอรังวัดเพื่อออกโฉนดของจำเลยต่อเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครหากโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ในสำนวนหลังให้การว่า เมื่อปี 2528โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ได้ฟ้องขับไล่จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 472/2528 (ที่ถูกคือ 479/2528)ของศาลชั้นต้น

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินมือเปล่าทางทิศใต้ของที่ดินโฉนดเลขที่ 3083 เป็นที่ดินที่จำเลยครอบครองแทนโจทก์ที่ 1และที่ 3 จำเลยจึงไม่ได้สิทธิครอบครอง คดีดังกล่าวถึงที่สุดฟ้องของจำเลยจึงเป็นฟ้องซ้ำ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ดำเนินการถอนคำร้องโต้แย้งการขอรังวัดเพื่อออกโฉนดของจำเลยต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาคร หากโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสิบสำนวนแรก

โจทก์ทั้งสิบอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ทั้งสิบฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า ทางด้านทิศเหนือมีอาณาเขตติดที่ดินโฉนดเลขที่ 3083 ตำบลกาหลง อำเภอเมืองสมุทรสาครจังหวัดสมุทรสาคร โดยที่ดินมีโฉนดจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วย ต่อมาวันที่ 24 ตุลาคม 2533 จำเลยยื่นหนังสือต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครเพื่อดำเนินการออกโฉนดให้มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียว ต่อมาเดือนมกราคม 2535จำเลยนำเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครไปรังวัดที่ดินพิพาทเพื่อออกโฉนดดังกล่าวแต่ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะโจทก์ที่ 1และที่ 3 โต้แย้งคัดค้าน ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสิบข้อแรกมีว่า คำฟ้องในสำนวนคดีหลังเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 479/2528 ของศาลชั้นต้นหรือไม่

โจทก์ฎีกาว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 479/2528 ของศาลชั้นต้นนั้น ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นพิพาทว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นที่ดินมือเปล่าจนได้สิทธิหรือไม่ และได้ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ที่ 1 และที่ 3 โดยจำเลยมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาในส่วนนี้จึงต้องรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ คำฟ้องในสำนวนคดีหลังจึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 479/2528ของศาลชั้นต้น เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 479/2528ของศาลชั้นต้น ปรากฎว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 3 เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยอ้างสิทธิของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ในที่ดินโฉนดเลขที่ 3083 และที่ดินมือเปล่าคือที่ดินพิพาทในคดีทั้งสองสำนวนนี้ แต่คำขอท้ายฟ้องขอให้บังคับขับไล่จำเลยออกไปจากที่ดินเพียงโฉนดเลขที่ 3083เท่านั้น

มิได้ขอให้บังคับเกี่ยวกับที่ดินมือเปล่า แต่ได้ขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายจำเลยให้การอ้างสิทธิครอบครองในที่ดินมือเปล่าด้วย ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นพิพาทประเด็นหนึ่งว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นที่ดินมือเปล่าจนได้สิทธิหรือไม่ แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ที่ 1และที่ 3 โดยการเช่าซึ่งยังไม่สิ้นอายุและพิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1และที่ 3 โจทก์ที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าสัญญาเช่าสิ้นสุดลงแล้ว จำเลยต้องคืนที่ดินที่เช่าและชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 และวินิจฉัยว่า ในการเกณฑ์คำนวณค่าเสียหายเนื่องจากคำขอท้ายฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยออกไปจากที่ดินโฉนดที่ 3083 เท่านั้น

การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นพิพาทว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นที่ดินมือเปล่าจนได้สิทธิหรือไม่ย่อมเป็นการวินิจฉัยนอกคำขอท้ายฟ้อง จึงไม่นำเอาที่ดินมือเปล่ามารวมคำนวณค่าเสียหายด้วย และพิพากษากลับให้จำเลยส่งมอบที่ดินส่วนของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ตามโฉนดที่ 3083 คืนพร้อมกับใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 3

จำเลยฎีกาโดยไม่มีปัญหาขึ้นสู่ศาลฎีกาเกี่ยวกับที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเรื่องศาลชั้นต้นวินิจฉัยนอกคำขอท้ายฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยผิดสัญญาเช่า แต่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ต่างเป็นเจ้าของในที่ดินที่เช่าซึ่งยังมิได้มีการแบ่งแยกการครอบครองเป็นส่วนสัด โจทก์ที่ 1และที่ 3 หามีสิทธิขอให้จำเลยส่งมอบที่ดินส่วนของโจทก์ที่ 1และที่ 3 ไม่ และพิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 และที่ 3ที่ขอให้จำเลยและบริวารส่งมอบและออกจากที่ดินโฉนดที่ 3083ในส่วนของโจทก์ที่ 1 และที่ 3 เสีย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แสดงให้เห็นว่าประเด็นพิพาทในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 479/2528 ของศาลชั้นต้นเฉพาะข้อที่ว่าจำเลยได้ครอบครองที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นที่ดินมือเปล่าจนได้สิทธิหรือไม่นั้นเป็นอันยุติตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่าจะวินิจฉัยให้ไม่ได้เพราะเกินคำขอท้ายฟ้อง จึงถือไม่ได้ว่าเป็นประเด็นที่ได้วินิจฉัยแล้วในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 479/2528 ของศาลชั้นต้นคำฟ้องในสำนวนคดีหลังจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกันคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 479/2528 ของศาลชั้นต้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสิบข้อสองมีว่าโจทก์ทั้งสิบมีสิทธิครอบครองร่วมกับจำเลยโดยจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ทั้งสิบหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่ศาลล่างทั้งสองฟังมาโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาเป็นยุติว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทและข้อเท็จจริงฟังมาข้างต้นว่าประเด็นพิพาทในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 479/2528 ของศาลชั้นต้นในข้อที่ว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นที่ดินมือเปล่าจนได้สิทธิหรือไม่นั้นเป็นประเด็นที่ยังมิได้วินิจฉัยในคดีดังกล่าวดังนั้น ข้อวินิจฉัยเกี่ยวกับที่ดินพิพาทที่เป็นที่ดินมือเปล่าของศาลชั้นต้นเช่นนั้นย่อมไม่ผูกพันคู่ความในคดีทั้งสองสำนวนนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคแรก

สำหรับคดีทั้งสองสำนวนนี้พยานหลักฐานของจำเลยน่าเชื่อกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสิบ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยลำพัง มิได้ครอบครองแทนโจทก์ทั้งสิบ จำเลยจึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์ทั้งสิบหาได้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยดังโจทก์ทั้งสิบฎีกาไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เช่นนี้จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ดังที่โจทก์ทั้งสิบฎีกาส่วนฎีกาอื่น ๆ ในข้อนี้ของโจทก์ทั้งสิบเป็นข้อปลีกย่อยไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป และฎีกาโจทก์ที่ว่า จำเลยแย่งการครอบครองหรือไม่ ไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลล่างพิพากษาต้องกันมานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งสิบฟังไม่ขึ้นทุกข้อ"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
อำนวย สุขพรหม · ปรีชา นาคพันธุ์ · ระพินทร บรรจงฆิลป
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 883/2567

คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.951/2562 ของศาลจังหวัดทุ่งสง พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาขับรถในขณะเมาสุรา ขับรถโดยประมาทหรือหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับ…

Supreme Court Judgment No. 1858/2567

คดีก่อนมีประเด็นว่า โจทก์ทั้งเจ็ดมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสิบห้าออกไปจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสิบห้าได้หรือไม่ ซึ่งที่ดินพิพาทในคดีก่อนก็คือที่ดินพิพาทแปลงเดียวกันกับคดีนี้ แม้คดีน…

Supreme Court Judgment No. 4838/2566

ต. เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้อง ต. และผู้ร้องต่างยื่นคำร้องว่าตนได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ อันเป็นการกล่าวอ้างว่า ต. และผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาในระหว่างสมรส ที่ดิ…

Supreme Court Judgment No. 3956/2566

การที่โจทก์ฟ้องคดีก่อนแล้วมาฟ้องคดีนี้ แม้จำเลยที่ 2 คดีนี้และจำเลยในคดีก่อนจะเป็นนิติบุคคลแยกจากกัน แต่จำเลยในคดีก่อนและจำเลยที่ 2 คดีนี้ ต่างเป็นหน่วยงานของรัฐซึ่งจะต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่ พ. (จ…

Supreme Court Judgment No. 2354/2566

แม้คดีก่อนโจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2559 หลังจาก พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 ใช้บังคับแล้ว แต่ลูกหนี้ผิดนัดเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2557 ก่อนวันที่ พ.ร.บ.…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up