คำฟ้องและคำให้การ
คดีทั้งสามสำนวนศาลชั้นต้นรวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันโดยสำนวนแรกเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 14389/2535 หมายเลขแดงที่ 18442/2535 สำนวนที่สองเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 18317/2535หมายเลขแดงที่ 19081/2536 และสำนวนที่สามเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 664/2536 หมายเลขแดงที่ 19080/2536สำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 22 กรกฎาคม 2535ถึงวันที่ 20 สิงหาคม 2535 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัดจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารสหธนาคาร จำกัด สาขาประตูน้ำรวม 4 ฉบับ ลงวันที่ 22, 29 และ 30 กรกฎาคม 2535 จำนวนเงินฉบับละ 22,410 บาท 32,400 บาท และ 21,347 บาท ตามลำดับและลงวันที่ 20 สิงหาคม 2535 จำนวนเงิน 28,220 บาท เพื่อชำระหนี้ค่าจ้างทำของแก่โจทก์สำนวนที่สองโจทก์ฟ้องว่า
เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2535เวลากลางวัน วันใดไม่ปรากฏชัด จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด สาขาราชปรารภ รวม 6 ฉบับลงวันที่ 16, 24, 28 และ 31 สิงหาคม 2535 จำนวนเงินฉบับละ18,130 บาท 25,155 บาท 28,800 บาท และ 43,480 บาท ตามลำดับลงวันที่ 9 และ 14 กันยายน 2535 จำนวนเงิน 22,400 บาท และ35,100 ตามลำดับ มอบให้แก่นายลี่แผน คูณสิริไพบูลย์ ผู้เสียหายเพื่อเป็นการชำระหนี้แก่ผู้เสียหายสำนวนที่สามโจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2535ถึงวันที่ 28 ธันวาคม 2535 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัดจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัดสาขาราชปรารภ รวม 3 ฉบับ ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2535 จำนวนเงิน20,070 บาท
ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2535 จำนวนเงิน 48,000 บาทและลงวันที่ 26 ธันวาคม 2535 จำนวนเงิน 20,000 บาท เพื่อเป็นการชำระหนี้ค่าจ้างทำของแก่โจทก์ครั้นเมื่อเช็คแต่ละฉบับถึงกำหนด โจทก์ในสำนวนแรกและสำนวนที่สาม และผู้เสียหายในสำนวนที่สองได้นำไปเรียกเก็บเงินโดยผ่านธนาคารนครหลวงไทย จำกัด สาขาพระรามสี่ ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 22, 29, 30 กรกฎาคม 2535 และวันที่ 20 สิงหาคม 2535ตามลำดับธนาคารสหธนาคาร จำกัด สาขาประตูน้ำ ได้ปฏิเสธไม่ใช้เงินตามเช็คนั้น โดยให้เหตุผลว่าบัญชีปิดแล้ว วันที่ 17,24, 28 และ 31 สิงหาคม 2535 วันที่ 9 และ 14 กันยายน 2535วันที่ 26 ตุลาคม 2535 วันที่ 23 พฤศจิกายน 2535 และวันที่28 ธันวาคม 2535 ตามลำดับ
ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัดสาขาราชปรารภ ปฏิเสธไม่ใช้เงินตามเช็คนั้น ทั้งนี้โดยจำเลยออกเช็คดังกล่าวโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คเหตุตามสำนวนแรกและสำนวนที่สามเกิดที่แขวงมักกะสัน เขตราชเทวีกรุงเทพมหานคร สำนวนที่สองเกิดที่แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวีกรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา(ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2536สำนวนแรกและสำนวนที่สาม
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องสำนวนที่สองระหว่างพิจารณา นายลี่แผน คูณสิริไพบูลย์ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์
ศาลชั้นต้นอนุญาตจำเลยทั้งสามสำนวนให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษทุกกรรมความผิด จำคุกกระทงละ 1 เดือน เรียงกระทงลงโทษ 13 กระทงรวมจำคุก 13 เดือนจำเลยทั้งสามสำนวนอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกา โดยนายทองธาร เหลืองเรืองรอง ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาเฉพาะคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 18317/2535หมายเลขแดงที่ 19081/2536 อนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปรากฏว่านายทองธาร เหลืองเรืองรองเป็นผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาแต่เฉพาะคดีอาญาหมายเลขดำที่ 18317/2535หมายเลขแดงที่ 19081/2536 ของศาลชั้นต้นเท่านั้น
ฉะนั้นคดีสำนวนอื่นจึงไม่มีผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษารับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกา คดีอาญาหมายเลขดำที่ 14389/2535หมายเลขแดงที่ 18442/2535 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 664/2536หมายเลขแดงที่ 19080/2536 มาด้วย จึงไม่ชอบ ในชั้นนี้จะวินิจฉัยเฉพาะคดีอาญาหมายเลขดำที่ 18317/2535 หมายเลขแดงที่ 19081/2536ของศาลชั้นต้น มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นผู้กระทำผิดในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 18317/2535 หมายเลขแดงที่ 19081/2536ของศาลชั้นต้นตามฟ้องหรือไม่
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าพยานโจทก์ร่วมขัดกันเองไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อและเจือสมกับพยานจำเลยพยานจำเลยจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อและฟังหักล้างพยานโจทก์และโจทก์ร่วมได้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เช็คพิพาทในคดีนี้ไม่มีมูลหนี้สำหรับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 14389/2535 หมายเลขแดงที่ 18442/2535 ของศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมฟ้องและนำสืบว่า ได้รับเช็คพิพาทในคดีดังกล่าวรวม 4 ฉบับ ประมาณกลางปี 2535 โดยจำเลยออกเพื่อชำระหนี้ค่าว่าจ้างทำรองเท้าตามใบส่งของเอกสารหมาย จ.14เช่นเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 18317/2535 หมายเลขแดงที่ 19081/2536 ของศาลชั้นต้น และศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ค่ารองเท้าจึงลงโทษจำเลยตามฟ้องไม่ได้ส่วนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 664/2536 หมายเลขแดงที่ 19080/2536ของศาลชั้นต้น
ปรากฏว่า โจทก์ร่วมฟ้องและนำสืบว่า เช็คพิพาทโจทก์ร่วมได้รับจากจำเลยเมื่อเดือนกรกฎาคมและกันยายน 2535โดยจำเลยนำมาชำระค่ารองเท้าตามใบส่งของเอกสารหมาย จ.14เช่นเดียวกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 18317/2535 หมายเลขแดงที่ 19081/2536 และในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 664/2536หมายเลขแดงที่ 19080/2536 ของศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านรับว่า หลังทำบันทึกเอกสารหมาย ล.1คือวันที่ 22 มิถุนายน 2535 แล้วโจทก์ร่วมไม่เคยส่งรองเท้าให้จำเลยฉะนั้น ที่โจทก์ร่วมเบิกความว่า จำเลยออกเช็คพิพาททั้งสามฉบับเพื่อชำระหนี้ค่าทำรองเท้าให้โจทก์ร่วมในเดือนกรกฎาคมและกันยายน2535 จึงไม่น่าเชื่อเพราะเป็นเวลาหลังจากวันที่โจทก์ร่วมไม่ได้ส่งรองเท้าให้จำเลยแล้ว ไม่มีเหตุที่จำเลยจะออกเช็คพิพาททั้งสามฉบับให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่ารองเท้า เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยออกเช็คพิพาททั้งสามฉบับให้โจทก์ร่วมเพื่อชำระหนี้ค่ารองเท้าจึงลงโทษจำเลยตามฟ้องไม่ได้เช่นเดียวกัน
ศาลฎีกาเห็นว่าแม้คดีอาญาหมายเลขดำที่ 14389/2535 หมายเลขแดงที่ 18442/2535และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 664/2536 หมายเลขแดงที่ 19080/2536ของศาลชั้นต้น จำเลยจะฎีกาไม่ได้ตามที่วินิจฉัยข้างต้นก็ตามแต่คดีทั้งสองสำนวนดังกล่าวนั้นศาลชั้นต้นได้รวมพิจารณากับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 18317/2535 หมายเลขแดงที่ 19081/2536ของศาลชั้นต้น เพราะโจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องและนำสืบว่าจำเลยออกเช็คพิพาททั้งสามสำนวนรวม 13 ฉบับ เพื่อชำระหนี้ค่าทำรองเท้าตามใบส่งของเอกสารหมาย จ.14 หรือ จ.18 รวมราคา 300,000 บาทเศษเช่นเดียวกัน คดีทั้งสามสำนวนจึงมีมูลกรณีเดียวกัน เป็นคดีเกี่ยวพันกัน และศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้รวมการพิจารณาเป็นคดีเดียวกันแล้ว การฟังพยานหลักฐานก็ต้องฟังรวมเป็นคดีเดียวกันเมื่อจำต้องฟังพยานหลักฐานรวมกันเช่นนี้ หากการกระทำของจำเลยในสำนวนใดไม่เป็นความผิดแล้ว ศาลฎีกาก็ย่อมมีอำนาจพิจารณาไปถึงข้อเท็จจริงในสำนวนนั้นด้วย เมื่อคดีอาญาหมายเลขดำที่ 18317/2535หมายเลขแดงที่ 19081/2536 ของศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกาและศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 14389/2535หมายเลขแดงที่ 18442/2535 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 664/2536หมายเลขแดงที่ 19080/2536 ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาถึงคดีดังกล่าวทั้งสองสำนวนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องทุกสำนวน