Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1439/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ต้องถือตามราคาทรัพย์สินที่พิพาทในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นจะนำราคาทรัพย์สินที่พิพาทซึ่งอาจจะเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นมาคำนวณเป็นราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่ได้

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน บิดาชื่อนายเจ็กหรือเจ๊ก จำปาศรีมารดาชื่อนางลีหรือดี จำปาศรี นางลีถึงแก่ความตายก่อนนายเจ็กนายเจ็กมีทรัพย์มรดกคือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3) 2 แปลง พร้อมบ้าน 1 หลัง เนื้อที่ 24 ไร่ 18 ตารางวา และ1 งานเศษ ตามลำดับ กับที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1)1 แปลง เนื้อที่ 1 งาน เมื่อนายเจ็กถึงแก่ความตาย ที่ดินดังกล่าวจึงตกเป็นของโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสอง โดยมอบให้นายสมบูรณ์ การกล้า เช่าทำนาในที่ดินเนื้อที่ 24 ไร่ 18 ตารางวานายเจ็กได้ทำพินัยกรรมให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2533 โจทก์ทั้งสองบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองแบ่งแยกที่ดินและบ้านซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินในส่วนของโจทก์ทั้งสองต่อมาประมาณเดือนตุลาคม 2533 โจทก์ทั้งสองได้ตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินอำเภอวารินชำราบ

พบว่าจำเลยทั้งสองโอนที่พิพาทแปลงเนื้อที่24 ไร่ 18 ตารางวา เป็นของจำเลยทั้งสองทั้งหมดโดยมิได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสอง ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เนื้อที่ 24 ไร่18 ตารางวา เป็นที่ดินที่นายเจ็กกับนางลีเป็นเจ้าของร่วมกันเมื่อนางลีถึงแก่ความตายที่ดินแปลงนี้จึงเป็นมรดกของนางลีจำนวน12 ไร่เศษ โจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสอง และนายเจ็กต่างก็มีสิทธิคนละ 1 ส่วน หรือคนละ 2 ไร่เศษ รวมเป็นของโจทก์ทั้งสอง 4 ไร่เศษคิดเป็นเงินประมาณ 57,600 บาท ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เนื้อที่ 1 งาน 96 ตารางวา และบ้าน 1 หลังรวมราคา 40,000 บาท โจทก์ทั้งสองมีสิทธิคนละ 1 ส่วน

รวมเป็นเงิน 20,000 บาท ตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1)เนื้อที่งาน 1 งาน ราคาประมาณ 20,000 บาท โจทก์ทั้งสองมีส่วนได้รับคนละ 1 ส่วนรวมเป็นเงิน 10,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองแบ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เนื้อที่ 24 ไร่18 ตารางวา ในส่วนของนางลี จำปาศรี จำนวน 12 ไร่เศษออกเป็น 5 ส่วน ให้โจทก์ทั้งสองคนละ 1 ส่วน แบ่งที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 933 และบ้าน 1 หลังออกเป็น 4 ส่วนให้โจทก์ทั้งสองคนละ 1 ส่วน แบ่งที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ออกเป็น 4 ส่วน ให้โจทก์ทั้งสองคนละ 1 ส่วนโดยให้จำเลยทั้งสองโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ทั้งสองหากไม่ปฎิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนในส่วนของบ้าน 1 หลัง

หากไม่สามารถแบ่งได้ ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้โจทก์ทั้งสองตามส่วนจำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับโจทก์ทั้งสองโดยเป็นบุตรของนายเจ็ก และนางลี จำปาศรีนางลีถึงแก่ความตายไปเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2519 ต่อมาวันที่ 10กรกฎาคม 2532 นายเจ็กถึงแก่ความตาย ขณะนายเจ็กและนางลีถึงแก่ความตายไม่มีทรัพย์มรดกใด ๆ เนื่องจากขณะยังมีชีวิตอยู่นายเจ็กได้แบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่บุตรทุกคน โจทก์ทั้งสองก็ได้รับไปแล้ว โดยที่ดินเนื้อที่ 24 ไร่ 18 ตารางวา นายเจ็กทำพินัยกรรมยกให้แก่จำเลยทั้งสอง ที่ดินเนื้อที่ 1 งานเศษพร้อมบ้าน1 หลัง มิใช่ทรัพย์มรดกของนายเจ็กและนางลี แต่เป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ทำมาหาได้ด้วยตนเอง

ส่วนที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) นายเจ็กได้ยกให้จำเลยที่ 1 ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่จำเลยทั้งสองได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวมาโดยตลอดขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า สำหรับอุทธรณ์ที่ว่าที่ดินเนื้อที่ 24 ไร่ 18 ตารางวา เป็นมรดกของนางลีครึ่งหนึ่งซึ่งตกทอดแก่ทายาทคือโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองคนละ 1 ส่วน ส่วนที่ดินเนื้อที่ 2 งานเศษ ซึ่งเป็นมรดกของนางเจ็กและนางลี ตกทอดแก่ทายาทคือโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองคนละ 1 ส่วนนั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริงเมื่อรวมที่ดินที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าแต่ละคนจะได้รับมีราคาไม่เกิน50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัย ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนโจทก์ทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ที่ดินแปลงเนื้อที่ 24 ไร่ 18 ตารางวา ทางราชการได้ประเมินราคาที่ดินเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโดยให้ถือใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2535 เป็นเงิน 1,131,975 บาทเมื่อแบ่งครึ่งคือ 12 ไร่เศษ คิดเป็นเงิน 565,987.50 บาทโจทก์ทั้งสองยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2536 จึงต้องถือว่าราคาทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์เกินกว่า 50,000 บาท ย่อมไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1ไม่รับวินิจฉัยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นได้คำนวณราคาทรัพย์สินที่พิพาทรวมกันเป็นเงิน 87,600 บาท หรือถ้าคิดเฉพาะโจทก์แต่ละคนราคาทรัพย์ที่พิพาทกันเป็นเงิน 43,800 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเมื่อโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาตามคำขอของโจทก์ทั้งสอง ราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จึงเป็นอย่างเดียวกับราคาทรัพย์สินที่พิพาทในศาลชั้นต้น ซึ่งต้องถือตามราคาทรัพย์สินที่พิพาทในขณะที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้น จะนำราคาทรัพย์สินที่พิพาทซึ่งอาจจะเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นมาคำนวณเป็นราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์หาได้ไม่ เพราะไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้คำนวณเช่นนั้นได้ กรณีของโจทก์ทั้งสองจึงมีราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาทย่อมต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่งที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยจึงชอบแล้ว"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
ชูชาติ ศรีแสง · จิระ บุญพจนสุนทร · วินัย วิมลเศรษฐ
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment, B.E. 2567 (ref. 712890)

คดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 คู่ความที่อุทธรณ์ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์จากผู้พิพากษาที่พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษ…

Supreme Court Judgment, B.E. 2567 (ref. 715016)

คดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 คู่ความสามารถยื่นอุทธรณ์กรณีมีการขออนุญาตหรือได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์จากผู้พิพากษาที่พิจ…

Supreme Court Judgment No. 5551/2567

คดีนี้มีอัตราโทษอย่างสูงให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็น…

Supreme Court Judgment No. 518/2567

การยื่นฎีกาในคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคสอง และมาตรา 223 บัญญัติให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น และให้เป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นตรวจฎีกาว่าควรจะรับส่งขึ้นไปยังศาลฎีกาหรือไม่ เมื่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื…

Supreme Court Judgment No. 4325/2566

การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 ตกเป็นของแผ่นดินนั้น แม้ปัญหาว่าทรัพย์สินตามคำร้องแต่ละรายการเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือไม่ สามารถพิจารณาทรัพย์สินแต่ละรายการแย…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up