Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1444/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้ยกที่พิพาทให้ ศ. แต่เป็นการขายที่พิพาทให้ ช. โดยให้ ศ. ถือกรรมสิทธิ์ไว้แทน เท่ากับเป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์ทำนิติกรรมอำพรางต้องบังคับตามนิติกรรมซื้อขายที่ถูกอำพราง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 155 วรรคสอง นิติกรรมยกให้เป็นการแสดงเจตนาลวงย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 155 วรรคหนึ่ง สัญญาหรือหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์ จำเลยจึงนำสืบพยานบุคคลหักล้างพยานเอกสารได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 94 วรรคท้าย

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นบิดามารดาของนางศรีคาม น้อยติ เจ้ามรดกจำเลยเป็นบุตรผู้เยาว์ของเจ้ามรดก เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2531 มีทรัพย์มรดกคือที่ดินโฉนดเลขที่ 12027 เนื้อที่ 13 ไร่ 1 งาน 22 7/10 ตารางวาซึ่งเจ้ามรดกได้รับยกให้จากโจทก์ที่ 1 ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายชวา น้อยติ สามีเจ้ามรดกเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดก นายชวาได้โอนที่ดินแปลงนี้ให้จำเลยในวันที่ 17ตุลาคม 2533 แล้วจึงถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสองและจำเลยเป็นทายาทของเจ้ามรดกมีส่วนแบ่งในที่พิพาทคนละ 1 ใน 3 ส่วน เป็นเนื้อที่คนละ 4 ไร่ 1 งาน 75 2/10 ตารางวาโจทก์ทั้งสองขอให้จำเลยแบ่งที่พิพาทให้แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่พิพาทให้โจทก์ทั้งสอง 2 ใน 3 ส่วน

คิดเป็นเนื้อที่ 8 ไร่ 3 งาน 48 4/10 ตารางวา ถ้าไม่สามารถแบ่งได้ให้ขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้โจทก์ทั้งสองจำเลยให้การว่า ที่พิพาทมิใช่ทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก แต่เป็นทรัพย์มรดกของนายชวา น้อยติ บิดาจำเลย โดยโจทก์ที่ 1 ขายที่พิพาทให้นายชวาในราคา 130,000 บาทแล้วนำเงินไปไถ่จำนองที่พิพาทซึ่งจำนองไว้กับธนาคารเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2530 แต่นายชวาให้เจ้ามรดกลงชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินไว้แทน โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิในที่พิพาท จำเลยรับมรดกที่พิพาทเมื่อปี 2533

โจทก์ทั้งสองฟ้องเกิน 1 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนโจทก์ทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองมีว่า ที่พิพาทเป็นทรัพย์มรดกหรือไม่ โจทก์ทั้งสองอ้างเหตุว่าโจทก์ที่ 1 ได้ยกที่พิพาทให้นางศรีคามน้อยติ เจ้ามรดกตามเอกสารหมาย จ.9 จึงเป็นสินส่วนตัวของนางศรีคาม ไม่ใช่สินสมรสที่จะตกได้แก่นายชวา น้อยติ สามีกึ่งหนึ่ง โจทก์ทั้งสองอ้างตนเองเบิกความว่า เดิมที่พิพาทเป็นของโจทก์ที่ 1 ได้จำนองไว้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เมื่อไถ่จำนองแล้วได้ยกให้นางศรีคาม ตามเอกสารหมาย จ.9 แต่พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความแตกต่างกัน

กล่าวคือ โจทก์ที่ 1 เบิกความว่า เงินจำนวน 100,000 บาท ที่นำไปไถ่จำนองนั้นเป็นเงินของโจทก์ที่ 1 ส่วนโจทก์ที่ 2 กลับเบิกความว่า เงินจำนวน 100,000 บาท ที่ใช้ไถ่จำนองนั้นเป็นเงินของโจทก์ที่ 2 นอกจากนี้พยานทั้งสองยังเบิกความขาดเหตุผลอีกด้วยกล่าวคือ โจทก์ที่ 1 มีที่พิพาทเพียงแปลงเดียวได้ยกให้นางศรีคามบุตรสาวคนโตซึ่งมีฐานะดีกว่าบุตรคนอื่นอีก 4 คน ซึ่งปรากฏว่ามีฐานะพอกินพอใช้ ทั้งการโอนให้ที่พิพาทแก่นางศรีคามกระทำในวันเดียวกับวันไถ่ถอนจำนองเป็นพิรุธว่าเป็นการโอนให้โดยมีค่าตอบแทนคือเป็นการซื้อขายดังที่จำเลยนำสืบข้อนำสืบของจำเลยที่ว่าโจทก์ที่ 1 ไม่ได้ยกที่พิพาทให้นางศรีคาม แต่เป็นการขายให้นายชวาสามีนางศรีคามมีเหตุผลน่าเชื่อมากกว่า

เพราะนายชวาและนางศรีคามมีฐานะดีมีความสามารถที่จะชำระหนี้จำนวน 100,000 บาทแทนโจทก์ที่ 1 ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 ได้ขายที่พิพาทให้นายชวา ไม่ได้ยกที่พิพาทให้นางศรีคามแต่ประการใด ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น โจทก์ทั้งสองอ้างเหตุผลอีกประการหนึ่งว่าสัญญายกให้ที่พิพาทได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานจำเลยไม่มีสิทธินำพยานบุคคลมาสืบหักล้างพยานโจทก์ได้ เห็นว่า ตามคำให้การจำเลยที่ให้การต่อสู้ว่า โจทก์ที่ 1 ไม่ได้ยกที่พิพาทให้นางศรีคาม แต่เป็นการขายที่พิพาทให้นายชวา โดยให้นางศรีคามถือกรรมสิทธิ์ไว้แทนนั้น เท่ากับเป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์ที่ 1ได้ทำนิติกรรมยกให้อำพรางนิติกรรมการซื้อขายต้องบังคับตามนิติกรรมซื้อขายที่ถูกอำพรางไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง

นิติกรรมการยกให้เป็นการแสดงเจตนาลวงย่อมตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา 155 วรรคหนึ่ง สัญญาหรือหนี้ที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์เช่นนี้ จำเลยจึงนำสืบพยานบุคคลหักล้างพยานเอกสารได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคท้าย"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
สมปอง เสนเนียม · ผล อนุวัตรนิติการ · จารุณี ตันตยาคม
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 4209/2566

แม้สัญญากู้ยืมเงินเป็นสัญญาที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง แต่กฎหมายไม่ให้ถือว่าเป็นการตัดสิทธิคู่ความในอันที่จะกล่าวอ้างและนำพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างว่า สัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุไว้ใน…

Supreme Court Judgment, B.E. 2562 (ref. 634570)

คดีนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกทรัพย์มรดกของ ข. พ้นกำหนด 10 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 แต่ข้อนี้จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกทรัพย์…

Supreme Court Judgment No. 4268/2562

จำเลยที่ 1 และ ก. อยู่กินฉันสามีภริยากันมาตั้งแต่ปี 2496 ภายหลังพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พุทธศักราช 2477 โดยมิได้จดทะเบียนสมรส แต่จำเลยที่ 1 ได้เข้าครอบครองทำป…

Supreme Court Judgment No. 2159/2562

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 233 สิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้จะใช้แทนลูกหนี้เพื่อป้องกันสิทธิของตนในมูลหนี้ในกรณีที่ลูกหนี้ขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องหรือเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้อง อันเป็นเหตุให้เจ้าหนี้เสียประโย…

Supreme Court Judgment No. 2239/2559

ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง บัญญัติว่า "คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกนั้น มิให้ทายาทฟ้องเกินกว่าห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง" เห็นว่า แม้บทบัญญัติดังกล่าวจะเป็นบทจำกัดอายุความฟ้องร้องเป็นกรณีพิเศษ ให้ท…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up