Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 14689/2556

พ.ศ. 2556 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

การนับอายุความให้เริ่มนับตั้งแต่วันกระทำความผิด การที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 กับพวกออกไปตรวจพิสูจน์ที่ดินแล้วสรุปข้อเท็จจริงผลการตรวจพิสูจน์เป็นเท็จว่าที่ดินไม่ได้อยู่ในเขตป่าพร้อมความเห็นเสนอนายอำเภอ หากเป็นการสรุปความเห็นที่เกิดจากการกระทำปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยราชการ หรือเกิดจากการกระทำโดยทุจริตก็เป็นความผิดทันทีที่เสนอความเห็นต่อนายอำเภอ ส่วนนายอำเภอจะลงนามในหนังสือรับรองการทำประโยชน์เมื่อใดเป็นแต่เพียงผลที่เกิดจากการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 4 กับพวก มิฉะนั้นแล้วจะกลายเป็นว่า หากนายอำเภอไม่เห็นด้วยกับความเห็นของจำเลยที่ 1 และที่ 4 กับพวกโดยไม่ลงนามในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ก็จะทำให้การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 4 กับพวกไม่เป็นความผิด

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 157 ให้นับโทษจำเลยทั้งสี่ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยทั้งสี่ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4548/2545 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 159 (ที่ถูก มาตรา 157), 83 จำคุกคนละ 3 ปี และปรับคนละ 10,000 บาท จำเลยทั้งสี่รับราชการจนเกษียณอายุราชการนับว่ามีคุณงามความดีมาก่อนเห็นควรให้จำเลยทั้งสี่กลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้นับโทษคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยทั้งสี่ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4548/2545 และหมายเลขแดงที่ 3889/2548 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากคดีดังกล่าว ศาลมิได้ลงโทษจำคุก ไม่อาจนับโทษต่อได้ จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา ระหว่างศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา บุตรของจำเลยที่ 2 แถลงว่า จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2555 และญาติของจำเลยที่ 3 แถลงว่า จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2553 ตามสำเนาใบมรณบัตรและโจทก์รับว่าเป็นความจริง

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า บุตรของจำเลยที่ 2 และญาติของจำเลยที่ 3 แจ้งว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถึงแก่ความตาย โดยมีสำเนาใบมรณบัตรมาแสดงและโจทก์รับว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถึงแก่ความตายจริง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 เสียจากสารบบความ คงมีคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 4

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีข้อวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ออกไปตรวจพิสูจน์ที่ดินของนายสยามแล้วสรุปข้อเท็จจริงพร้อมความเห็นเสนอนายอำเภอยังไม่เป็นความผิดสำเร็จ ความผิดดังกล่าวยังเป็นผลต่อเนื่องจนกระทั่งนายอำเภอรับรู้และลงนามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เพราะกระทำเพื่อให้นายอำเภอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่นายสยาม อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่นายอำเภอลงนามในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 บัญญัติว่า ในคดีอาญา ถ้ามิได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายในกำหนดดังต่อไปนี้ นับแต่วันกระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ...(2)

สิบห้าปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่าเจ็ดปีแต่ยังไม่ถึงยี่สิบปี จากบทบัญญัติดังกล่าว การนับอายุความให้เริ่มนับตั้งแต่วันกระทำความผิด การที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 สรุปความเห็นเสนอนายอำเภอ หากเป็นการสรุปความเห็นที่เกิดจากการกระทำปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยราชการหรือเกิดจากการกระทำโดยทุจริต ก็เป็นความผิดทันทีที่เสนอความเห็นแก่นายอำเภอ ส่วนนายอำเภอจะลงนามในหนังสือรับรองการทำประโยชน์เมื่อใดเป็นแต่เพียงผลที่เกิดจากการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 4 มิฉะนั้นแล้วจะกลายเป็นว่า หากนายอำเภอไม่เห็นด้วยกับความเห็นของจำเลยที่ 1 และที่ 4 โดยไม่ลงนามในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ก็จะทำให้การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ไม่เป็นความผิดไป

ทั้ง ๆ ที่การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ครบองค์ประกอบของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แล้ว การที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 สรุปข้อเท็จจริงพร้อมความเห็นเสนอนายอำเภอวันที่ 16 ตุลาคม 2530 จึงเป็นความผิดสำเร็จแล้ว ซึ่งโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ จึงมีอายุความสิบห้าปี โจทก์จะต้องฟ้องภายในวันที่ 16 ตุลาคม 2545 แต่โจทก์ยื่นฟ้องวันที่ 7 พฤศจิกายน 2545 เป็นการยื่นฟ้องเกินกำหนดจึงขาดอายุความ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
ศิริชัย วัฒนโยธิน · ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี · วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
Lower court
ศาลจังหวัดภูเก็ต - นายอธิคม จำปา
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายไกรรัตน์ วีรพัฒนาสุวรรณ
Supreme Court black case no.
อ.7615/2553
Trial court black case no.
อ4549/2545
Trial court red case no.
อ925/2549
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 3851/2563

ภายหลังจากจำเลยกระทำความผิดคดีนี้ ได้มี พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ.2559 มาตรา 3 ให้ยกเลิก พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ.2541 โดยมาตรา 5 วรรคสอง ให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมีฐานะเป็น…

Supreme Court Judgment No. 952/2563

เดิมโจทก์ร่วมเคยเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองกับพวกอีกสองคนเป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท และหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ในคดีหมายเลขดำที่ 481/2558 ซึ่งเป็นการกระทำเดียวกันกับคดีนี้ ต่อมาโจทก์ร่วมยื่นคำร้องข…

Supreme Court Judgment No. 6812/2561

การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า ร. ปลัดอำเภอรักษาการในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายทะเบียนและบัตร มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร บัตรประจำตัวประชาชนและการทะเบียนอื่นๆ ที่อยู่ในคว…

Supreme Court Judgment No. 10616/2558

คำร้องขอให้ศาลออกหมายจับผู้คัดค้านทั้งสองระบุว่า ผู้คัดค้านทั้งสองมีพฤติการณ์กระทำผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 โดยเหตุเกิดระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม 2539 ถึงวันที่ 3 ตุลาคม 2539 เมื่อความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157…

Supreme Court Judgment No. 353/2556

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี โจทก์จึงต้องฟ้องและได้ตัวผู้กระทำผิดมายังศาลภายใน 15 ปีนับแต่วันกระทำความผิด คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดระหว่างวัน…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up