Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 14738/2558

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 58/2 ที่ใช้บังคับขณะเกิดเหตุบัญญัติว่า "ให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบลดำรงตำแหน่งนับตั้งแต่วันเลือกตั้ง..." เมื่อประกาศผลเลือกตั้งในวันที่ 15 กันยายน 2551 จำเลยจึงเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ตาม พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 59, 60 และ 65 มีอำนาจหน้าที่ควบคุม รับผิดชอบ ในการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองไฮ และเป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานส่วนตำบลและลูกจ้างองค์การบริหารส่วนตำบลหนองไฮ ตลอดทั้งมีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย และรับผิดชอบในการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองไฮ ให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย แผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล ข้อบัญญัติ ระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการ เพื่อให้งานขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองไฮ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จำเลยจึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามความหมายของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4 พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 58/5 วรรคสอง บัญญัติว่า "...หากมีกรณีที่สำคัญและจำเป็นเร่งด่วนซึ่งปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะกระทบต่อประโยชน์สำคัญของราชการหรือราษฎร นายกองค์การบริหารส่วนตำบลจะดำเนินการไปพลางก่อนเท่าที่จำเป็นก็ได้..." แสดงว่ากฎหมายกำหนดให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบลมีอำนาจหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตั้งแต่วันได้รับเลือกตั้ง ส่วนการแถลงนโยบายก่อนเข้ารับหน้าที่เป็นเพียงเงื่อนไขในการเข้าปฏิบัติงานเท่านั้น ไม่ใช่จำเลยไม่มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติงานในตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองไฮ หากยังไม่ได้แถลงนโยบายต่อสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองไฮ

Provisions the court ruled on

ป.อ. Section 91 ป.อ. Section 149 ป.อ. Section 157 พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 Section 58/2 พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 Section 58/5 พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 Section 59 พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 Section 60 พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 Section 65 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 Section 4

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 149 และ 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 8 ปี รวม 7 กระทง จำคุก 56 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3)

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายทั้งเจ็ดเบิกความมีรายละเอียดขั้นตอนเริ่มต้นจากการได้ยินข่าวการเรียกรับเงินของจำเลยจนกระทั่งผู้เสียหายทั้งเจ็ดไปสอบถามจำเลยหรือจำเลยเรียกไปพบ แม้ว่าจำเลยจะไม่ใช้คำพูดโดยตรง แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่พูดจากับผู้เสียหายทั้งเจ็ดทำนองว่าการเลือกตั้งต้องใช้จ่ายมาก จำเลยและภริยาจำเลยได้รับเงินจากผู้เสียหายทั้งเจ็ดเพื่อให้ผู้เสียหายทั้งเจ็ดได้รับการต่อสัญญาจ้างหรือไม่ถูกจำเลยสั่งเลิกจ้าง หรือถ้าเป็นข้าราชการจะไม่ถูกย้ายออกนอกพื้นที่ นายยืนยงปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลหนองไฮพยานโจทก์เบิกความว่า

แม้มีการต่อสัญญาจ้างไปแล้ว และระหว่างอายุสัญญาจ้าง จำเลยก็สามารถเลิกจ้างผู้เสียหายทั้งเจ็ดได้โดยจำเลยไม่จำต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาประเมินหรือตรวจสอบผู้เสียหายทั้งเจ็ดก่อน ยกเว้นผู้เสียหายที่ 6 จะถูกย้ายกลับไปที่ภูมิลำเนาของผู้เสียหายที่ 6 ที่จังหวัดสกลนคร คำเบิกความของนายยืนยงซึ่งเป็นปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลหนองไฮในขณะเกิดเหตุเบิกความสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งเจ็ด และยังมีคำเบิกความของนางพรเพ็ญ นางสุนทรี นายสมบูรณ์ นายมงคล นางสาวปิยะภรณ์ และนายปรีชาสนับสนุน ซึ่งได้รู้เห็นและพูดกับผู้เสียหายทั้งเจ็ด ก่อนที่ผู้เสียหายทั้งเจ็ดจะนำเงินไปมอบให้จำเลย ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์เกี่ยวกับการเรียกรับเงินของจำเลยมีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟัง

ที่จำเลยฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุที่ผู้เสียหายทั้งเจ็ดกล่าวอ้างว่าจำเลยเรียกรับเงินจากผู้เสียหายทั้งเจ็ด จำเลยยังไม่มีอำนาจปฏิบัติหน้าที่เพราะยังไม่ได้แถลงนโยบายต่อสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองไฮนั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติว่าจำเลยได้รับเลือกตั้งให้เป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองไฮเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2551 และคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรับรองผลการเลือกตั้งโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2551 จำเลยแถลงนโยบายต่อสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองไฮเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2551 ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 58/2 ที่ใช้บังคับขณะเกิดเหตุบัญญัติว่า "ให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบลดำรงตำแหน่งนับตั้งแต่วันเลือกตั้ง..."

ฉะนั้นเมื่อประกาศผลเลือกตั้งในวันที่ 25 กันยายน 2551 จำเลยจึงเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 59, 60 และ 65 มีอำนาจหน้าที่ควบคุม รับผิดชอบในการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองไฮตามกฎหมาย สั่ง อนุญาต และอนุมัติเกี่ยวกับราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองไฮและเป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานส่วนตำบลและลูกจ้างองค์การบริหารส่วนตำบลหนองไฮ ตลอดทั้งมีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายโดยไม่ขัดต่อกฎหมายและรับผิดชอบในการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองไฮให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย แผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล ข้อบัญญัติ ระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการ เพื่อให้งานขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองไฮเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

จำเลยจึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามความหมายของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4 ส่วนที่จำเลยต่อสู้ว่าจำเลยยังไม่ได้แถลงนโยบายต่อสภาองค์การบริหารส่วนตำบล จึงยังไม่มีอำนาจหน้าที่ทำการเป็นเจ้าพนักงานนั้น เห็นว่า ความเป็นเจ้าพนักงานของจำเลยมีผลนับแต่วันประกาศผลเลือกตั้งแล้ว ดังจะเห็นได้จากพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 58/5 วรรคสอง บัญญัติว่า "...หากมีกรณีที่สำคัญและจำเป็นเร่งด่วนซึ่งปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะกระทบต่อประโยชน์สำคัญของราชการหรือราษฎร นายกองค์การบริหารส่วนตำบลจะดำเนินการไปพลางก่อนเท่าที่จำเป็นก็ได้..."แสดงว่ากฎหมายกำหนดให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบลมีอำนาจหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตั้งแต่วันได้รับเลือกตั้ง

ส่วนการแถลงนโยบายก่อนเข้ารับหน้าที่เป็นเพียงเงื่อนไขในการเข้าปฏิบัติงานเท่านั้น ไม่ใช่จำเลยไม่มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติงานในตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองไฮหากยังไม่ได้แถลงนโยบายต่อสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองไฮตามที่จำเลยฎีกา ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการให้เงินแก่จำเลย ผู้เสียหายที่ 7 เบิกความว่า ช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน 2551 มีนายสมพรรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองไฮ บอกให้ผู้เสียหายที่ 7 เตรียมเงินจำนวน 20,000 บาท เพื่อจ่ายให้แก่จำเลย ผู้เสียหายที่ 7 เข้าใจว่าเป็นค่าสัญญาจ้าง ต่อมาประมาณ 1 สัปดาห์ จำเลยเรียกผู้เสียหายที่ 7 เข้าไปพบที่ห้องทำงานของจำเลยในช่วงเช้า จำเลยพูดว่าที่จำเลยดำรงตำแหน่งปัจจุบันจะต้องลงทุนสูง และถามว่าเข้าใจเรื่องที่จะต้องจ่ายให้แก่จำเลยใช่ไหม ซึ่งผู้เสียหายที่ 7 นำเงินไปให้จำเลยเมื่อปลายเดือนกันยายน 2551 ที่องค์การบริหารส่วนตำบลหนองไฮ

ต่อมาประมาณเดือนตุลาคม 2551 เวลา 9.10 นาฬิกา จำเลยเรียกผู้เสียหายที่ 6 ไปพบจำเลยที่ห้องทำงานองค์การบริหารส่วนตำบลหนองไฮแล้วพูดว่าพนักงานที่ทำหน้าที่ขับรถขยะและเก็บขยะได้จ่ายเงินให้จำเลยจำนวนคนละ 30,000 ถึง 40,000 บาท และบอกผู้เสียหายที่ 6 ว่า แล้วแต่ผู้เสียหายที่ 6 จะให้ ส่วนผู้เสียหายที่ 2 นำเงินไปให้จำเลยช่วงก่อนจะสิ้นสุดสัญญาจ้างวันที่ 30 กันยายน 2551 ผู้เสียหายที่ 3 นำเงินไปให้จำเลยที่บ้านของจำเลยปลายเดือนกันยายน 2551 ผู้เสียหายที่ 4 นำเงินไปให้จำเลยที่บ้านของจำเลยเมื่อประมาณวันที่ 4 ตุลาคม 2551 ผู้เสียหายที่ 5 นำเงินไปให้จำเลยเมื่อประมาณต้นเดือนตุลาคม 2551 เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังวันที่ 25 กันยายน 2551 ซึ่งเป็นวันที่ประกาศผลเลือกตั้งให้จำเลยเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองไฮแล้ว

การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์นำสืบมารับฟังได้ว่าจำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานเรียกและรับเงินจากผู้เสียหายที่ 1 ถึง 5 และที่ 7 เพื่อตอบแทนในการที่จำเลยจะพิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติต่อสัญญาจ้างให้ผู้เสียหายดังกล่าว และเรียกรับเงินจากผู้เสียหายที่ 6 โดยข่มขู่ว่าหากไม่มอบเงินให้แก่จำเลย จำเลยจะใช้อำนาจโยกย้ายให้ไปช่วยราชการที่อื่น การกระทำของจำเลยดังกล่าวถือเป็นการที่เจ้าพนักงานเรียกรับทรัพย์สินเพื่อกระทำการในตำแหน่งโดยมิชอบด้วยหน้าที่อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 รวมจำนวน 7 กรรม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาในความผิดดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาตามฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่วินิจฉัยให้ อย่างไรก็ตาม

ศาลฎีกาเห็นว่าพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าวแม้จะเป็นภัยต่อสังคม แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 และศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 8 ปี เห็นว่าหนักเกินไป สมควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 185 วรรคสอง

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยกระทงละ 5 ปี รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 35 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4

Matter details

Panel of judges
ปกรณ์ วงศาโรจน์ · นพพร โพธิรังสิยากร · ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
Lower court
ศาลจังหวัดอุดรธานี - นายพลวัฒน์ อมราสิงห์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายวิทยา ยิ่งวิริยะ
Supreme Court black case no.
อ.934/2557
Trial court black case no.
อ647/2554
Trial court red case no.
อ1920/2555
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 17235/2555

ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4 ให้ความหมายคำว่า "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" รวมถึงข้าราชการด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว…

Supreme Court Judgment No. 7540/2554

แม้จำเลยเป็นเจ้าอาวาสของโจทก์ร่วมและได้รับเงินเดือนประจำที่เรียกว่านิตยภัตจากเงินงบประมาณของรัฐ แต่ผู้ที่ได้รับเงินเดือนประจำที่จะถือว่าเป็น "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว…

Supreme Court Judgment No. 2159/2518

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีหน้าที่สืบสวนและจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมาย ได้ร่วมกันตรวจค้นพบกัญชาและกล้องสูบกัญชาซึ่งเป็นของผิดกฎหมายในบ้านพักของ ว. แล้วไม่จับกุมนำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำ…

Supreme Court Judgment No. 2140/2568

แม้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อความปรากฏต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ว่าจะมีการกล่าวหาหรือไม่ว่ามีการกระทำความผิดที่อยู่ในหน้าท…

Supreme Court Judgment No. 4789/2565

การที่จะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 149 จะต้องได้ความว่าเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม ส. โดยชอบ กล่าวคือ จับกุมขณะ ส. กำลังเล่นการพนัน แล้วหลังจากนั้นจึงเรียกรับเงินจาก ส. เพื่อที่จะไม่ดำเนินคดี เมื่อจำเลยกับพ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up