Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1486/2546

พ.ศ. 2546 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความถึงการกระทำผิดของจำเลยเนื่องจากผู้เสียหายถึงแก่ความตายไปเสียก่อน แต่โจทก์มีคำให้การของผู้เสียหายที่ได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนทันทีหลังเกิดเหตุ และได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนในวันรุ่งขึ้นซึ่งคำให้การของผู้เสียหายเป็นเรื่องราวต่อเนื่องสอดคล้องกับหลักฐานการเบิกเงินจากธนาคาร และยังสอดคล้องกับคำเบิกความของ พ. ซึ่งเป็นเพื่อนจำเลยและไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย ทั้งผู้เสียหายเคยรักใคร่มีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับจำเลย ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุที่ผู้เสียหายจะปรักปรำจำเลย พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อว่าจำเลยลักทรัพย์ของผู้เสียหาย การกระทำที่จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ นั้น ต้องดูที่เจตนาของผู้กระทำผิดเป็นส่วนสำคัญว่าต้องการใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุมหรือไม่ เมื่อจำเลยมีเจตนาจะลักเงินสดที่อยู่ในกระเป๋าสะพายของผู้เสียหายที่วางอยู่ในรถที่จำเลยขับอยู่ก่อนแล้วโดยใช้อุบายหลอกผู้เสียหายให้ลงจากรถไปซื้อน้ำอัดลม แล้วถือโอกาสขับรถซึ่งมีกระเป๋าสะพายใส่เงินและกระเป๋าเสื้อผ้าของผู้เสียหายหนีไป จำเลยไม่ได้มีเจตนาที่จะใช้รถเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาเอาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม จึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิคงผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 336 ทวิ กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 125,750 บาท แก่ผู้เสียหายจำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 4 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน125,750 บาท แก่ผู้เสียหายจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความถึงการกระทำผิดของจำเลย

เนื่องจากผู้เสียหายถึงแก่ความตายไปเสียก่อน แต่โจทก์มีคำให้การของผู้เสียหายที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามเอกสารหมายจ.14 ได้ความว่า ในวันเกิดเหตุ จำเลยแนะนำให้ผู้เสียหายถอนเงินที่จะนำไปปลูกบ้านจากธนาคารในจังหวัดระนองเพื่อจะได้ไม่ต้องแวะระหว่างทางที่จะไปบ้านผู้เสียหายที่จังหวัดน่าน ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงนำสมุดเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)สาขาเมืองทอง แจ้งวัฒนะ ไปถอนเงินต่างสาขาที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)สาขาระนอง เป็นเงิน 94,000 บาท และนำเงินดังกล่าวเก็บรวมไว้ในกระเป๋าสะพายหนังสีดำซึ่งมีเงินอยู่ 6,000 บาท แล้วจำเลยขับรถพาผู้เสียหายไปหานายพงษ์ศักดิ์ ย้อยสวัสดิ์ เพื่อนของจำเลยที่บ้านพักครูโรงเรียนอนุบาลแต่บ้านปิด

จำเลยชวนผู้เสียหายไปซื้อข้าวแกงที่ร้านใกล้เคียงแล้วกลับมาที่รถ แล้วจำเลยใช้ให้ผู้เสียหายไปซื้อน้ำอัดลมโดยผู้เสียหายไม่ได้นำกระเป๋าสะพายดังกล่าวลงจากรถไปด้วย เมื่อซื้อน้ำอัดลมเสร็จกลับมาก็ไม่พบจำเลย นายพงษ์ศักดิ์แนะนำให้ผู้เสียหายไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งพันตำรวจตรีเทเวศร์ ปลื้มสุทธิ์ พนักงานสอบสวนได้เบิกความสนับสนุนว่า เมื่อวันที่ 24พฤศจิกายน 2540 เวลา 13 นาฬิกา ผู้เสียหายได้มาแจ้งความต่อพยานว่าจำเลยลักทรัพย์ของผู้เสียหายพยานได้สอบคำให้การผู้เสียหายไว้ตามเอกสารหมาย จ.14 อีกทั้งโจทก์ยังมีนายพงษ์ศักดิ์เบิกความสนับสนุนว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 12 นาฬิกา พยานกลับมาที่บ้านพบผู้เสียหายซึ่งไม่รู้จักมาก่อนนั่งรออยู่ที่ใต้ถุนบ้านพัก

ผู้เสียหายถามหาจำเลยและเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนกระทั่งจำเลยขับรถหายไปพร้อมกับกระเป๋าใส่เสื้อผ้าและกระเป๋าสะพายของผู้เสียหายที่ใส่เงินไว้ประมาณ 100,000 บาท โดยผู้เสียหายวางไว้ในรถของจำเลย เห็นว่า ผู้เสียหายได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนทันทีหลังเกิดเหตุและได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนในวันรุ่งขึ้น ซึ่งคำให้การของผู้เสียหายเป็นเรื่องราวต่อเนื่องสอดคล้องกับหลักฐานการเบิกเงินจากธนาคารตามเอกสารหมายจ.21 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกมาจากธนาคาร และยังสอดคล้องกับคำเบิกความของนายพงษ์ศักดิ์ซึ่งเป็นเพื่อนจำเลยและไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย ทั้งผู้เสียหายเคยรักใคร่มีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับจำเลย ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน

ไม่มีเหตุที่ผู้เสียหายจะปรักปรำจำเลย พยานหลักฐานของโจทก์แวดล้อมประกอบกันแล้วมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ส่วนที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยพาผู้เสียหายซึ่งเป็นคนรักไปเที่ยวจังหวัดระนอง โดยพักค้างคืนตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2540 ต่อมาได้ทะเลาะกันอย่างรุนแรงเนื่องจากผู้เสียหายทราบว่าจำเลยมีภริยาแล้ว วันที่ 24 พฤศจิกายน 2540 จำเลยขับรถไปส่งผู้เสียหายขึ้นรถยนต์โดยสารที่สถานีขนส่งกลับอำเภอหาดใหญ่ ก็ขัดกับคำให้การของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.18 ที่ว่าหลังจากจำเลยพาผู้เสียหายท่องเที่ยวในจังหวัดระนองแล้วจำเลยจะกลับบ้านของจำเลยที่จังหวัดพังงา ผู้เสียหายจะตามไปด้วย แต่จำเลยไม่ยอมให้ตามไปจึงเกิดทะเลาะกัน พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า

จำเลยลักทรัพย์ของผู้เสียหายตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายเอกสารหมาย จ.10 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยลักทรัพย์ของผู้เสียหายโดยใช้ยานพาหนะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ นั้น การกระทำที่จะเป็นความผิดต่อกฎหมายดังกล่าวต้องดูที่เจตนาของผู้กระทำผิดเป็นสำคัญว่าต้องการใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุมหรือไม่ ข้อเท็จจริงในคดีนี้จำเลยมีเจตนาจะลักเงินสดที่อยู่ในกระเป๋าสะพายของผู้เสียหายที่วางอยู่ในรถที่จำเลยขับอยู่ก่อนแล้ว โดยใช้อุบายหลอกผู้เสียหายให้ลงจากรถไปซื้อน้ำอัดลม แล้วจำเลยถือโอกาสขับรถซึ่งมีกระเป๋าสะพายใส่เงินและกระเป๋าเสื้อผ้าของผู้เสียหายหนีไป

จำเลยมิได้มีเจตนาที่จะใช้รถเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาเอาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จึงไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ ปัญหานี้แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ฎีกาแต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ จำคุกจำเลย 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8

Matter details

Panel of judges
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ · อรพินท์ เศรษฐมานิต · ชัช ชลวร
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 3672/2568

โจทก์บรรยายฟ้องโดยสรุปว่า จำเลยลักเงินสดของผู้เสียหายไปรวม 5 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 9,804,760 บาท โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การกระทำความผิด การพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจั…

Supreme Court Judgment No. 14822/2558

ความผิดฐานร่วมกันบุกรุกนั้น แม้จะฟังได้ว่าจำเลยเป็นบุตรของ ญ. ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท แต่โจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตและได้รับความยินยอมจาก พ. ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทอีกค…

Supreme Court Judgment No. 12563/2558

แม้ในชั้นสอบสวนทั้ง ธ. และ อ. จะให้การต่อพันตำรวจตรี ส. พนักงานสอบสวนว่า จำเลยกับ พ. ร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายมาขายให้ ธ. 2 คัน และยังร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายมาขายให้ อ. อีก 1 ค…

Supreme Court Judgment No. 21502/2556

ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องเรียกทรัพย์สินหรือราคาที่จำเลยลักไปแทนโจทก์ร่วมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 แล้ว โจทก์ร่วมจึงไม่อาจใช้สิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวกับทรัพย์ที่จำเลยลักไปตาม ป.วิ…

Supreme Court Judgment No. 8520/2556

ขณะที่จำเลยทั้งสองร่วมกันลักท่อนเหล็กวางเครื่องจักรของผู้เสียหายไปนั้น โรงงานของผู้เสียหายยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ซึ่ง ว. พนักงานของผู้เสียหายพยานโจทก์เบิกความว่า ท่อนเหล็กมีราคาท่อนละ 8,000 บาท รวม 2…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up