Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 14870/2558

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ในการฟ้องคดีล้มละลายของเจ้าหนี้มีประกัน พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 10 (2) บังคับให้โจทก์ต้องตีราคาหลักประกันมาในฟ้อง ซึ่งเมื่อหักกับจำนวนหนี้ของตนแล้ว เงินยังขาดสำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท หรือลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าสองล้านบาท เนื่องจากเจ้าหนี้มีประกันย่อมมีสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันของลูกหนี้ที่จะบังคับชำระหนี้เอาแก่หลักประกันนั้นได้ก่อนเจ้าหนี้ไม่มีประกัน ซึ่งเมื่อนำราคาหลักประกันมาหักชำระหนี้แล้ว เงินยังขาดอยู่เท่าใด หนี้ส่วนที่เหลือย่อมเป็นหนี้ธรรมดาเฉกเช่นเดียวกันกับเจ้าหนี้ไม่มีประกัน ฉะนั้น การตีราคาหลักประกันจึงต้องถูกต้องเหมาะสมด้วย หากตีราคาหลักประกันต่ำเกินสมควรเพียงเพื่อจะให้จำนวนหนี้อยู่ในหลักเกณฑ์ในการฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ก็จะไม่เป็นธรรมแก่ลูกหนี้ ศาลจึงมีอำนาจพิจารณาตรวจสอบการตีราคาหลักประกันของโจทก์ด้วย

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 เด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยที่ 3 ใช้ ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยหักออกจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ยกฟ้อง โจทก์และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติในชั้นนี้โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์โต้แย้งกันฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ ธ. 849/2545 รายละเอียดตามสำเนาคำพิพากษา จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 151734 ตำบลท่าแร้ง (คลองถนน) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาเป็นเงิน 1,762,460 บาท ตามสำเนารายงานการยึดอสังหาริมทรัพย์ อยู่ระหว่างขายทอดตลาด โจทก์เป็นเจ้าหนี้มีประกันของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งมิได้เป็นผู้ต้องห้ามมิให้บังคับการชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้เกินกว่าตัวทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า ราคาหลักประกันที่โจทก์ตีมาในฟ้องเหมาะสมแล้วหรือไม่ เห็นว่า ในการฟ้องคดีล้มละลายของเจ้าหนี้มีประกัน พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 10 (2) บังคับให้โจทก์ต้องตีราคาหลักประกันมาในฟ้อง ซึ่งเมื่อหักกับจำนวนหนี้ของตนแล้ว เงินยังขาดสำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท หรือลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าสองล้านบาท เนื่องจากเจ้าหนี้มีประกันย่อมมีสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันของลูกหนี้ที่จะบังคับชำระหนี้เอาแก่หลักประกันนั้นได้ก่อนเจ้าหนี้ไม่มีประกัน ซึ่งเมื่อนำราคาหลักประกันมาหักชำระหนี้แล้ว เงินยังขาดอยู่เท่าใด

หนี้ส่วนที่เหลือย่อมเป็นหนี้ธรรมดาเฉกเช่นเดียวกันกับเจ้าหนี้ไม่มีประกัน ฉะนั้น การที่ราคาหลักประกันจึงต้องถูกต้องเหมาะสมด้วย หากตีราคาหลักประกันต่ำเกินสมควรเพียงเพื่อจะให้จำนวนหนี้อยู่ในหลักเกณฑ์ในการฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ก็จะไม่เป็นธรรมแก่ลูกหนี้ ศาลจึงมีอำนาจพิจารณาตรวจสอบการตีราคาหลักประกันของโจทก์ด้วย คดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์จำนองอันเป็นหลักประกันเป็นเงิน 1,762,460 บาท ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้โต้แย้งการประเมินราคาของเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าราคาไม่สมควร กรณีถือได้ว่าโจทก์ยอมรับราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว การที่โจทก์ตีราคาหลักประกันมาใหม่ในฟ้องเป็นเงิน 803,432 บาท โดยโจทก์มีบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนางสาวนงลักษณ์

ทนายโจทก์ว่า โจทก์ประเมินราคาหลักทรัพย์เป็นเงินดังกล่าว ตามแบบประเมินราคาทรัพย์สิน ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นราคาที่ต่ำกว่าที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ประมาณครึ่งหนึ่ง ตามแบบการประเมินดังกล่าวกระทำโดยบริษัท 1989 คอนซัลแทนส์ จำกัด ซึ่งประเมินโดยวิธีต้นทุน ใช้วิธีเปรียบเทียบกับราคาเสนอขายที่ดินบริเวณใกล้เคียง และสรุปว่าที่ดินหลักประกันมีราคาตารางวาละ 14,000 บาท เนื้อที่ 409/10 ตารางวา เป็นเงิน 572,600 บาท ส่วนสิ่งปลูกสร้างได้ทำการสำรวจเฉพาะภายนอกอาคาร ซึ่งหากสามารถเข้าสำรวจภายในอาคารได้ มูลค่าทรัพย์สินอาจเปลี่ยนแปลงไป โดยระบุสิ่งปลูกสร้างราคา 824,400 บาท เมื่อหักค่าเสื่อมราคาแล้วคงเหลือ 230,832 บาท จึงรวมเป็นราคาประเมิน 803,432 บาทไม่ปรากฏว่าการประเมินมีการอ้างอิงราคาประเมินที่ดินของสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร ทั้งโจทก์ก็มิได้นำผู้ที่เกี่ยวข้องกับการประเมินมาอธิบายหลักเกณฑ์วิธีการประเมิน ดังนั้น การประเมินหลักประกันของโจทก์จึงไม่มีน้ำหนัก เชื่อว่าไม่น่าจะเป็นราคาที่ถูกต้องเหมาะสม

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคามาตั้งแต่ปี 2552 อันเป็นเวลานานกว่าสี่ปีแล้ว ซึ่งภายหลังเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการขายทอดตลาดหลายครั้ง แต่ไม่สามารถขายได้ ราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่น่าเชื่อถือ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์ว่ามีการขายทอดตลาดหลักประกันมาแล้วหลายครั้งแต่ขายไม่ได้นั้น โจทก์เพิ่งกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์โดยโจทก์ไม่เคยหยิบยกขึ้นว่าในชั้นพิจารณาของศาลล้มละลายกลางมาก่อน ทั้งโจทก์ไม่มีหลักฐานแสดงถึงการขายทอดตลาดหลักประกันในแต่ละครั้ง และเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องเลื่อนการขายออกไปเพราะราคาต่ำ ข้ออุทธรณ์ของโจทก์จึงเลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เชื่อว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีถูกต้องเหมาะสมมากกว่าราคาประเมินที่โจทก์ดำเนินการโดยให้บริษัทเอกชนประเมิน

ปรากฏว่าในวันฟ้องคดีนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นหนี้โจทก์รวมทั้งสิ้น 2,192,391.71 บาท เมื่อนำราคาประเมินหลักประกันของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นเงิน 1,762,460 บาท มาหักออกจากจำนวนหนี้ดังกล่าวแล้วเงินยังขาดอยู่เพียง 429,931.71 บาท สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาอันเป็นจำนวนน้อยกว่าหนึ่งล้านบาท โจทก์จึงไม่อาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ล้มละลายได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 10 (2) ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยปัญหานี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ประการสุดท้ายว่า คดีมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยที่ 3 ล้มละลายหรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาว่าลูกหนี้ร่วมคนหนึ่งคนใดมีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่สามารถชำระหนี้ได้หรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายนั้น เป็นเรื่องเฉพาะตัวของลูกหนี้ร่วมแต่ละคน

แม้ราคาหลักประกันของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นำมาหักชำระหนี้โจทก์ จะทำให้จำนวนหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ถึงหนึ่งล้านบาท ต้องห้ามมิให้ฟ้องตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 10 (2) แต่เมื่อจำเลยที่ 3 ยังเป็นหนี้โจทก์ในวันฟ้องเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 2,192,391.71 บาท อันเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท และโจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 3 มีหนี้สินล้นพ้นตัวโดยจำเลยที่ 3 ไม่นำพยานหลักฐานเข้าสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 3 มีหนี้สินล้นพ้นตัว ส่วนการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีทรัพย์สินพอที่จะชำระหนี้แก่โจทก์ได้หรือไม่ ก็ไม่ถือว่าเป็นเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยที่ 3 ล้มละลาย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

Result

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

Matter details

Panel of judges
อัปษร หิรัญบูรณะ · มนูพงศ์ รุจิกัณหะ · กีรติ กาญจนรินทร์
Lower court
ศาลล้มละลายกลาง - นางสาวมณี สุขผล
Supreme Court black case no.
ล.884/2555
Trial court black case no.
ล7803/2554
Trial court red case no.
ล1139/2555
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกล้มละลาย
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 10292/2558

ในการฟ้องคดีล้มละลายของเจ้าหนี้มีประกัน พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 10 (2) บังคับให้โจทก์ต้องตีราคาหลักประกันมาในฟ้อง ซึ่งเมื่อหักกับจำนวนหนี้ของตนแล้ว เงินยังขาดสำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาไม่น…

Supreme Court Judgment No. 1620/2557

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอม ซึ่งศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 230,541,301.17 บาท พร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 20.25 ต่อปี…

Supreme Court Judgment No. 6525/2554

การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันฟ้องคดีนี้ขอให้จำเลยทั้งสองล้มละลายโดยมิได้กล่าวในฟ้องถึงการสละหลักประกันหรือตีราคาหลักประกันหักกับจำนวนหนี้ของตน เป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483…

Supreme Court Judgment No. 8325/2553

โจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของ อ. โดยจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมกันรับผิดชำระหนี้ตามสัญญารับสภาพหนี้เพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่ระบุจำนวนเงินพร้อมอัตราดอกเบ…

Supreme Court Judgment No. 5478/2553

ตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลได้พิพากษาตามยอมกำหนดไว้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ หนี้เบิกเงินเกินบัญชีและหนี้เงินกู้รวม 36,130,856.01 บาทพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 2 ตกลงร่วมรับผิดใ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up