Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1489/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 2 บิดาผู้ใช้อำนาจปกครองของจำเลยที่ 3 ทำนิติกรรมจำนองที่ดินของจำเลยที่ 3 แทนจำเลยที่ 3ผู้เยาว์ได้จำเลยที่ 3 เบิกความในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 2และที่ 3 จะสร้างปั๊มน้ำมันจึงจำต้องจำนองที่ดินของจำเลยที่ 3เพื่อหาเงินมาลงทุน เมื่อจำเลยที่ 2 นำที่ดินดังกล่าวไปประกันเงินที่ห้างหุ้นส่วนจำเลยที่ 1 กู้จากโจทก์ จำเลยที่ 3 ซึ่งขณะนั้นบรรลุนิติภาวะแล้วก็ยังเข้าทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้หรือเบิกเงินเกินบัญชี และทำบันทึกข้อตกลงขึ้นเงินจำนองเป็นครั้งที่ 2ต่อโจทก์ เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 อีก แสดงว่าจำเลยที่ 3รู้ว่าห้างหุ้นส่วนจำเลยที่ 1 เป็นกิจการที่จำเลยที่ 2 และ อ.บิดามารดาของจำเลยที่ 3 ร่วมกันประกอบธุรกิจโดยตรง ดังนั้นการที่จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมจำนองที่ดินของจำเลยที่ 3 เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าเป็นไปตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตย่อมมีผลผูกพันจำเลยที่ 3 แม้ อ. มารดาจำเลยที่ 3 จะร่วมลงชื่อกับจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำการแทนจำเลยที่ 3 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เป็นผู้จำนองที่ดินของจำเลยที่ 3 แทนจำเลยที่ 3 ด้วยก็ตามแต่ อ. ก็เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองตามกฎหมายของจำเลยที่ 3 ด้วยคนหนึ่ง ทั้งสัญญาที่อ. ร่วมลงนามก็ไม่มีการกระทำนอกเหนือไปจากคำสั่งอนุญาตของศาลการกระทำของ อ. ไม่ทำให้นิติกรรมที่จำเลยที่ 2 ทำไว้ต่อโจทก์แทนจำเลยที่ 3 ต้องเสียไป

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน7,251,010.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน6,611,702.19 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยที่ 3 ไถ่ถอนที่ดินที่จำนองโดยชำระหนี้ดังกล่าว หากจำเลยที่ 3 ไม่ชำระให้นำทรัพย์สินซึ่งจำนองของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้จำเลยที่ 3 ชดใช้ส่วนที่ยังขาดอยู่จนครบถ้วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดและสัญญากู้เงินตามฟ้องจริง จำเลยที่ 1 ไม่มีวัตถุประสงค์ในการทำสัญญาบัญชีเดินสะพัด ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี หรือกู้ยืมเงิน การที่หุ้นส่วนผู้จัดการห้างจำเลยที่ 1ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงินกับโจทก์จึงเป็นการทำนอกขอบวัตถุประสงค์และโดยปราศจากอำนาจ

อีกทั้งเงินที่ได้จากการกู้ยืมจากโจทก์มิได้ใช้ในกิจการของห้างจำเลยที่ 1 แต่อย่างใดฉะนั้นสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงินตามฟ้องโจทก์ทุกฉบับจึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ สัญญาบัญชีเดินสะพัดมิได้เลิกในวันที่ 22 ธันวาคม 2530ตามฟ้องโจทก์ แต่ได้เลิกกันในวันที่ 14 กันยายน 2528 หลังจากสัญญาบัญชีเดินสะพัดเลิกกันแล้วในระหว่างวันที่ 19 กันยายน 2528จนถึงวันที่ 11 ตุลาคม 2528 จำเลยที่ 1 ได้นำเงินเข้าบัญชีชำระหนี้แก่โจทก์หลายครั้งรวมเป็นเงิน 273,600 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2ขอหักหนี้จำนวน 273,600 บาท มาในคำให้การนี้ ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 2 และนางเอื้อมพร

ทรงวุฒิ ขณะทำสัญญาค้ำประกันฉบับลงวันที่ 20 กันยายน 2525, 28 เมษายน 2526 และ 9 ธันวาคม 2525เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 9, 10 และ 11 นั้น จำเลยที่ 3 ยังเป็นผู้เยาว์ สัญญาค้ำประกันทั้งสามฉบับดังกล่าวจำเลยที่ 2 และนางเอื้อมพร บิดามารดาผู้ใช้อำนาจปกครองเป็นผู้ทำนิติกรรมแทนโดยมิได้รับอนุญาตจากศาล สัญญาค้ำประกันทั้งสามฉบับจึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2792,2793 และ 2794 ตำบลปาเซ่า อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์จำเลยที่ 3 มิได้ทำสัญญาจำนองที่ดิน สัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองที่ดินบันทึกข้อตกลงขึ้นเงินจำนองครั้งที่ 1 และที่ 2 ตามฟ้องโจทก์แต่อย่างใด จำเลยที่ 2 และนางเอื้อมพรผู้ใช้อำนาจปกครองจำเลยที่ 3เป็นผู้ทำสัญญาแทน โดยมิได้รับอนุญาตจากศาลจึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 3จำเลยที่ 3 ได้ทำสัญญาค้ำประกันฉบับลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2528เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 12 จริง โดยสัญญาดังกล่าวมีความว่าเป็นการค้ำประกันหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญากู้เงินลงวันที่18 มกราคม 2528 เป็นจำนวนเงิน 2,000,000 บาท โดยสัญญาค้ำประกันไม่มีข้อความใดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดในดอกเบี้ยทบต้น

โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นเอาแก่จำเลยที่ 3 หากว่าโจทก์มีสิทธิบังคับจำนองแล้ว ก็ได้ไม่เกินจำนวนเงินที่เอาจำนองพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่สัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดลงเป็นต้นไป ขอศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันฉบับลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2528 ชำระหนี้โจทก์เป็นจำนวนไม่เกิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ18.5 ต่อปี ไม่ทบต้นนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 6,338,050.43 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีจากต้นเงิน 3,655,855 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี

จากต้นเงิน 2,144,924.52 บาทนับแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2528 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2529 และอัตราร้อยละ 17 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 มกราคม 2529 ถึงวันที่ 4 มีนาคม2529 และอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 มีนาคม 2529 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดด้วยเป็นเงิน 2,000,000บาท หากจำเลยที่ 3 ประสงค์จะไถ่ถอนจำนองให้ชำระเงินเท่าที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดแต่ไม่เกิน 7,000,000 บาท ถ้าจำเลยทั้งสามไม่ชำระหรือไถ่ถอนจำนองดังกล่าวให้ยึดที่ดินที่จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้โจทก์จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์อย่างคนอนาถาศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนจำเลยที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ฎีกาอย่างคนอนาถาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 139/2525 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ผู้ใช้อำนาจปกครองตามกฎหมายของจำเลยที่ 3 ซึ่งยังเป็นผู้เยาว์อยู่ในขณะนั้นทำนิติกรรมจำนองที่ดินของจำเลยที่ 3ตามโฉนดเลขที่ 2792, 2793 และ 2794 ตำบลปาเซ่า อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ แทนจำเลยที่ 3 บุตรผู้เยาว์ได้ ดังนั้นเมื่อจำเลยที่ 2 นำที่ดินดังกล่าวไปประกันเงินที่จำเลยที่ 1 กู้จากโจทก์ ซึ่งตามหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดอุตรดิตถ์ ปรากฏว่าห้างจำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ค้าผลิตภัณฑ์น้ำมันมีผู้เป็นหุ้นส่วนเพียง 2 คนคือจำเลยที่ 2 และนางเอื้อมพร ทรงวุฒิซึ่งเป็นบิดาและมารดาของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 จึงเป็นกิจการของจำเลยที่ 2 ที่ประกอบกิจการค้าผลิตภัณฑ์น้ำมัน

จำเลยที่ 3เบิกความไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 139/2525 ของศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะสร้างปั๊มน้ำมัน จึงจำเป็นต้องจำนองที่ดิน3 แปลง ของจำเลยที่ 3 เพื่อหาเงินมาลงทุน แม้ขณะเบิกความจำเลยที่ 3ยังเป็นผู้เยาว์แต่มีอายุ 19 ปีแล้ว กำลังศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยการค้า จึงน่าเชื่อว่ารู้และเข้าใจข้อเท็จจริงต่าง ๆ ได้ดีนอกจากนี้เมื่อจำเลยที่ 3 บรรลุนิติภาวะแล้วก็ยังเข้าทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้หรือเบิกเงินเกินบัญชีและทำบันทึกข้อตกลงขึ้นเงินจำนองเป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2528ต่อโจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ด้วยตนเองอีกด้วยอันเป็นการแสดงว่าจำเลยที่ 3 รู้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นกิจการที่จำเลยที่ 2 และนางเอื้อมพรบิดามารดาของจำเลยที่ 3 ร่วมกันประกอบธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมันโดยตรง และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการ

จำเลยที่ 2 ย่อมต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อยู่แล้ว ดังนั้นการที่จำเลยที่ 2ทำนิติกรรมจำนองที่ดินของจำเลยที่ 3 เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าเป็นไปตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 139/2525 เป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 3 โดยชอบย่อมมีผลผูกพันจำเลยที่ 3 ส่วนที่จำเลยที่ 3 อ้างว่าการที่นางเอื้อมพรมารดาจำเลยที่ 3 ลงชื่อร่วมกับจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำการแทนจำเลยที่ 3ในหนังสือสัญญาจำนองและหนังสือสัญญาขึ้นเงินจำนองครั้งที่ 1โดยมิได้รับอนุญาตให้ทำนิติกรรมจากศาลจึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 3 นั้นเห็นว่า กรณีนี้จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตจากศาลให้นำที่ดินของจำเลยที่ 3 ไปจำนองแล้ว ทั้งในการจำนองที่ดินดังกล่าวจำเลยที่ 2ก็ลงนามแทนจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ใช้อำนาจปกครองอยู่แล้วแม้นางเอื้อมพรมารดาจำเลยที่ 3 จะไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เป็นผู้จำนองที่ดินของจำเลยที่ 3 แทนจำเลยที่ 3 ได้ แต่นางเอื้อมพรก็เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองตามกฎหมายของจำเลยที่ 3 ด้วยคนหนึ่งทั้งสัญญาที่นางเอื้อมพรร่วมลงนามก็ไม่มีการกระทำนอกเหนือไปจากคำสั่งอนุญาตของศาล การกระทำของนางเอื้อมพรดังกล่าวจึงไม่ทำให้นิติกรรมที่จำเลยที่ 2 ทำไว้ต่อโจทก์แทนจำเลยที่ 3 ต้องเสียไปดังจำเลยที่ 3 กล่าวอ้าง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฎีกาจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
ดำรุพงศ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา · อากาศ บำรุงชีพ · ปราโมทย์ บุนนาค
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 1/2568

จำเลยที่ 1 เป็นมารดาและเป็นผู้อนุบาลของ ก. คนไร้ความสามารถได้แจ้งเปลี่ยนผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันชีวิตไปยังจำเลยที่ 2 โดยเอาชื่อโจทก์ออกและให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประโยชน์เพียงผู้เดียว จำเลยที่…

Supreme Court Judgment No. 776/2533

โจทก์ที่ 1 เป็นภริยา โจทก์ที่ 2 เป็นบุตรผู้เยาว์ของผู้ตายโจทก์ทั้งสองต่างเป็นทายาทโดยธรรม ซึ่งมีสิทธิได้รับมรดกเป็นส่วนแบ่งหุ้นของผู้ตายในบริษัทจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1599,1600,1629(…

Supreme Court Judgment No. 1649/2567

ป.พ.พ. มาตรา 1566 และมาตรา 1574 ให้อำนาจผู้ใช้อำนาจปกครองทำนิติกรรมใด ๆ อันเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ได้เว้นแต่นิติกรรมบางประเภทผู้ใช้อำนาจปกครองต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนจึงจะทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์…

Supreme Court Judgment No. 453/2567

ผู้ร้องขอขายที่ดินซึ่งผู้ร้องถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้เยาว์ เพื่อการศึกษาแก่ผู้เยาว์ซึ่งเป็นบุตร ผู้ร้องในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมมาร้องขออนุญาตทำนิติกรรมขายที่ดินต่อศาลตาม ป.พ.พ. มาตรา 1574 ก็เพื่อให้ศาลกำ…

Supreme Court Judgment No. 4903/2565

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 353 และมาตรา 354 ซึ่งมาตรา 356 ได้บัญญัติว่าเป็นความผิดอันยอมความได้ อีกทั้งการถอนคำร้องทุกข์เป็นสิทธิซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 126 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้สิทธิแก่ผู…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up