เนื้อความคำพิพากษา
จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์รวม 12 งวด จนกระทั่งวันที่ 28 ธันวาคม 2544 จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถบรรทุกที่เช่าซื้อทั้งสองคันให้แก่โจทก์ แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ครอบครองใช้ประโยชน์ในรถบรรทุกที่เช่าซื้อโดยไม่ได้ให้ค่าตอบแทนแก่โจทก์นับแต่งวดที่ 13 จนถึงวันที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถบรรทุกที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ ย่อมทำให้โจทก์เสียหายเนื่องจากไม่ได้ใช้รถบรรทุกดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม มิใช่ต้องรับผิดเฉพาะกรณีที่ผิดนัดเท่านั้น อีกทั้งนายสิทธิชัย พยานจำเลยทั้งสองก็เบิกความยอมรับว่าโจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์จากจำเลยที่ 1 ได้ ซึ่งค่าขาดประโยชน์ส่วนนี้มิได้ซ้ำซ้อนกับค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ชำระไปแล้วแต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าขาดประโยชน์ให้โจทก์คันละ 378,000 บาท
รวมเป็นเงิน 756,000 บาท นับว่าเหมาะสมแล้ว ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์มิได้อุทธรณ์และไม่ได้เสียค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ บัญญัติให้ความรับผิดชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความในคดีตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีและวรรคสองยังบัญญัติว่า ค่าฤชาธรรมเนียมนั้นให้รวมถึงค่าทนายความด้วย เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายแพ้คดี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท จึงชอบแล้ว ฎีกาทุกข้อของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น
Result
พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์