คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และหรือจำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 292,482.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 263,910 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 140,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2548 ซึ่งเป็นวันผิดนัดตามหนังสือบอกเลิกสัญญาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า แผ่นพับโฆษณา เป็นสาระสำคัญแห่งสัญญาหรือไม่ สัญญาที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำไว้ต่อกันเป็นสัญญาต่างตอบแทน ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างมีสิทธิและหน้าที่ต่อกัน และแม้แผ่นพับโฆษณา มิได้แนบรวมอยู่ในสัญญาด้วยก็ตาม ก็ต้องถือว่าข้อเท็จจริงที่โฆษณาไว้เป็นสาระสำคัญที่จำเลยที่ 1 มีเจตนาชักจูงให้โจทก์เข้าทำสัญญาด้วย ฉะนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้ดำเนินการให้เป็นไปตามที่โฆษณาไว้ จึงถือมิได้ว่าโจทก์ได้รับมอบพื้นที่ให้เช่าตรงตามที่ตกลงกันไว้ อันจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 มิต้องคืนเงิน 120,000 บาท เพื่อให้ได้รับสิทธิในการเช่าให้แก่โจทก์ตามที่กำหนดในสัญญาข้อ 1 ของสัญญาให้ได้รับสิทธิในการเช่าบู๊ธ
จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าว รวมทั้งค่าเสียหายอันเป็นค่าใช้จ่ายในการตกแต่งสถานที่จำนวน 20,600 บาท ที่โจทก์เสียไปในการเข้าดำเนินการตามสิทธิแห่งสัญญา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น
Result
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีจำเลยที่ 1 ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์