คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นบริษัทจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ณ ประเทศปานามา และเปิดสำนักงานสาขาดำเนินกิจการค้าประเภทรับขนส่งอยู่ในประเทศไทย บริษัทยูไนเต็ดไลน์เนอร์ ฯ ตัวแทนของจำเลยในประเทศปากีสถานได้รับจ้างขนกระดาษพิมพ์ของบริษัทคูลนา ฯ ที่โจทก์สั่งซื้อเพื่อนำมามอบให้โจทก์ผู้รับตราส่ง ณ ท่าเรือกรุงเทพฯ แต่จำเลยส่งกระดาษให้โจทก์ขาดไป ๑๐ ม้วน เป็นเงิน ๘,๑๔๔.๒๖ บาท จึงขอให้จำเลยใช้เงินจำนวนนี้พร้อมกับค่าเช่ากุดัง จำเลยต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔ ศาลชั้นต้นงดสืบพยานและวินิจฉัยว่าสัญญารับขนรายนี้มิได้ทำในประเทศไทยสาขาจำเลยในประเทศไทยมิได้เป็นคู่สัญญากับโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษาให้ยกฟ้องของโจทก์
คำพิพากษาศาลล่าง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๒๗ โจทก์มีอำนาจฟ้อง พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ดำเนินการพิจารณาพิพากษาใหม่
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องบริษัทใหญ่เป็นจำเลย มิใช่ฟ้องบริษัทสาขาให้รับผิดแต่บริษัทจำเลยมีสาขาในประเทศไทย ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๑ ถือว่าบริษัทจำเลยมีภูมิลำเนาในประเทศไทยด้วย โจทก์จึงฟ้องบริษัทจำเลยในศาลไทยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔(๒) โจทก์บรรยายฟ้องว่าสัญญาขนส่งรายนี้ได้ทำขึ้นระหว่างบริษัทคูลนาฯ กับบริษัทจำเลยโดยบริษัทยูไนเต็ดไลน์เนอร์ฯ เป็นตัวแทนของจำเลยรับขนกระดาษพิมพ์รายพิพาทมาส่งให้แก่โจทก์ในประเทศไทย ฉะนั้น เมื่อกระดาษพิมพ์มาถึงประเทศไทยแล้วโจทก์ผู้รับตราส่งได้เรียกให้ส่งมอบของแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยให้รับผิดเกี่ยวกับสัญญาขนส่งในฐานะที่จำเลยเป็นผู้รับขนส่งได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๒๗
Result
พิพากษายืน