คำฟ้องและคำให้การ
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์นำยึดที่ดินของจำเลยออกขายทอดตลาดผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าเฉลี่ยในจำนวนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดจำเลยยื่นคำร้องคัดค้าน
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ได้ตามคำร้อง
จำเลยอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดี
ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดีระหว่างอุทธรณ์
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดีไว้ในระหว่างอุทธรณ์ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ปรากฏในคำขอท้ายฎีกาของจำเลย ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับคดีไว้จนกว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาจึงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า กรณีของจำเลยเป็นเรื่องขอทุเลาการบังคับคดีระหว่างอุทธรณ์หรือไม่ ถ้าเป็นเรื่องขอทุเลาการบังคับคดีระหว่างอุทธรณ์ก็เป็นอำนาจของแต่ละชั้นศาลเมื่อศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดีแล้ว จำเลยจะขอทุเลาการบังคับคดีระหว่างอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาไม่ได้ ปัญหานี้ศาลฎีกาเห็นว่าการที่จำเลยร้องขอทุเลาการบังคับคดีต่อศาลอุทธรณ์ก็ดี หรือฎีกาขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับคดีก็ดี
แท้จริงหาใช่เป็นเรื่องขอทุเลาการบังคับคดีไม่ แต่เป็นเรื่องการขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนที่ศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 264 จึงไม่ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 228(2), 247ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า มีเหตุสมควรที่จะกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือไม่
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของผู้ร้อง ดังนั้นแม้ในที่สุดศาลอุทธรณ์จะพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ จำเลยก็จะไม่ได้ประโยชน์แต่ประการใดเพราะโจทก์ก็จะเป็นผู้ได้รับเงินซึ่งได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ไปแต่ผู้เดียว จึงไม่มีประโยชน์ที่จะกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยไว้ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาเห็นด้วยในผลของคำสั่งของศาลอุทธรณ์ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ"