คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายและเงินมัดจำจากจำเลย ต่อมาได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลว่า "จำเลยที่ ๑ ยอมให้เงินแก่โจทก์ ๙,๖๐๐ บาท โดยจ่ายเช็คเลขที่ ๑๖๓๒๗๖ ให้โจทก์แล้วเช็คมีผลรับเงินได้ในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๐๕ ถ้าโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ตกลงทำสัญญาค้าสุราขายส่งตำบล มีที่ทำการที่บ้านของโจทก์ ฯลฯ ซึ่งจำเลยที่ ๒ จะต้องสนองตามที่โจทก์กับจำเลยที่ ๑ จะได้ตกลงกันภายในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๐๕ แล้ว ให้ถือว่าเช็คดังกล่าวเป็นเงินมัดจำของสัญญาซึ่งโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จะได้กระทำกันต่อไปในเวลาดังกล่าว ถ้าพ้นวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๐๕ ไปแล้ว ถือว่าโจทก์ไม่ติดใจจะทำสัญญาการค้าสุรากับจำเลยที่ ๑ ต่อไป และมีสิทธิรับเงินตามเช็คดังกล่าวไปได้ ฯลฯ" ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่า ได้ขอซื้อสุราจากจำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่ยอมขายให้ เป็นการผิดสัญญายอมความ จึงขอให้ศาลบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญายอมความคือ ใช้ค่าเสียหาย ให้ ๒๕,๙๒๐ บาท
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นเห็นว่า คำร้องของโจทก์ทำไม่ถูกต้อง เพราะอ้างเหตุผิดสัญญาภายหลังมาเป็นมูลเรียกค่าเสียหาย ไม่เสียค่าฤชาธรรมเนียม และโจทก์สมัครใจทำการค้าอยู่อีก ให้ยกคำร้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์กับจำเลยที่ ๑ จะทำสัญญาค้าสุรากันต่อไปอย่างไร เป็นเรื่องนอกสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จะต้องเจรจาทำความตกลงกันใหม่อีกชั้นหนึ่ง ถ้าจำเลยที่ ๑ ไม่ยอมทำ ก็ไม่ถือว่าผิดสัญญายอมความ สัญญานี้คงใช้บังคับได้เฉพาะที่เกี่ยวกับเงิน ๙,๖๐๐ บาทเท่านั้น ที่โจทก์เรียกให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย จึงมิใช่เป็นการขอให้บังคับตามสัญญายอมความ
Result
พิพากษายืน