Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 163/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

หลักวิชาการเป็นเพียงทฤษฎีโดยทั่วไปเท่านั้นการเจริญเติบโตของต้นไม้ชนิดต่างๆรวมทั้งไม้สนพิพาทจะต้องอาศัยองค์ประกอบอื่นอีกหลายประการเช่นความสมบูรณ์ของพื้นดินที่ปลูกการให้ปุ๋ยน้ำภูมิอากาศฯลฯดังนี้เอกสารเผยแพร่ทางวิชาการที่โจทก์อ้างอิงจึงไม่ใช่พยานหลักฐานที่บ่งบอกได้โดยแน่นอนว่าไม้สนพิพาทของจำเลยที่1มีอายุไม่ถึง6ปีเมื่อจำเลยที่1และที่3มีทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารสืบแสดงได้ว่าจำเลยที่1ปลูกไม้สนพิพาทในที่ดินมาตั้งแต่ปี2522นับถึงวันที่จำเลยที่3ขายไม้สนดังกล่าวให้แก่โจทก์ไม้สนพิพาทมีอายุเกิน6ปีแล้วพยานหลักฐานของจำเลยที่1และที่3มีน้ำหนักรับฟังได้มากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ส่วนข้อตำหนิที่ว่าไม้สนที่โจทก์ซื้อและตัดจากที่ดินของจำเลยที่1มีขนาดเล็กกว่าปกตินั้นก็คงเนื่องมาจากพื้นดินที่ปลูกเป็นดินเปรี้ยวและแม้โจทก์จะนำสืบโต้เถียงว่าไม้สนพิพาทในที่ดินของจำเลยที่1ยังโตไม่ได้ขนาดที่โจทก์ต้องการจะซื้อแต่โจทก์รับว่าโจทก์ได้ตัดไม้สนในที่ดินแปลงนั้นหมดทั้งแปลงและขนไปลงเรือส่งไปขายยังต่างประเทศแล้วแสดงว่านอกจากอายุของไม้สนที่จะต้องถึง6ปีแล้วโจทก์มิได้ถือเอาขนาดของไม้สนที่ต้องการจะซื้อเป็นสาระสำคัญของสัญญาฉะนั้นแม้ไม้สนพิพาทที่โจทก์ซื้อจากจำเลยที่3ซึ่งตัดจากที่ดินของจำเลยที่1จะมีขนาดของลำต้นเส้นผ่าศูนย์กลางไม่ถึง6นิ้วแต่เป็นต้นไม้สนที่มีอายุ6ปีแล้วไม้สนพิพาทจึงเป็นไม้สนที่มีคุณภาพตรงตามสัญญาจำเลยที่1และที่3หาได้ประพฤติผิดสัญญาด้วยการขายไม้สนที่มีอายุไม่ถึง6ปีให้แก่โจทก์ไม่

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อไม้สนกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1และที่ 2 เป็นไม้สนอายุประมาณ 6 ปี ปลูกอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่1387 ของจำเลยที่ 1 และโฉนดเลขที่ 2968 ของจำเลยที่ 2 รวมเนื้อที่ประมาณ 118 ไร่ ราคาไร่ละ 12,000 บาท เป็นเงิน 1,416,000 บาทโจทก์วางมัดจำในวันทำสัญญา 708,000 บาท สำหรับการตัดไม้สนในที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 1387 และโจทก์จะต้องชำระเงินส่วนที่เหลืออีก 708,000 บาท เมื่อจะตัดไม้สนในที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 2968โจทก์จะต้องตัดไม้สนในที่ดินทั้งสองแปลงให้เสร็จภายในเวลา 3 เดือนนับแต่วันทำสัญญาโจทก์เข้าตัดไม้สนในที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 1387ก่อน แต่ถูกจำเลยทั้งสามขัดขวางไม่ยอมให้โจทก์เข้าไปตัด

โจทก์จึงจ่ายเงินให้แก่จำเลยทั้งสาม 100,000 บาท แต่ปรากฎว่าไม้สนในที่ดินแปลงนี้โตไม่ได้ขนาด 6 ปี ตามสัญญา โจทก์จึงเข้าตัดในที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 2968 ต่อ แต่ถูกจำเลยทั้งสามขัดขวางอีกโจทก์จึงยอมสั่งจ่ายเช็คธนาคารนครหลวงไทย จำกัด สาขาพระราม 4ลงวันที่ 30 เมษายน 2531 จำนวนเงิน 608,000 บาท มอบให้แก่จำเลยทั้งสาม การขัดขวางของจำเลยทั้งสามทำให้โจทก์ไม่สามารถตัดไม้สนส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อทันกำหนด และผู้ซื้อเรียกร้องค่าเสียหายเอาแก่โจทก์ รวมเป็นเงิน 71,383.94 ดอลล่าร์สหรัฐ และโจทก์เสียหายที่ไม่สามารถส่งมอบไม้สนให้แก่ผู้ซื้อ เป็นเงิน 80,935.42ดอลลาร์สหรัฐ รวมค่าเสียหาย 152,319.36 ดอลล่าร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยน

ณ วันฟ้อง 3,884,143.60 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 3,884,143.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเช็คธนาคารนครหลวงไทย จำกัดสาขาพระราม 4 เลขที่ 0942756 ลงวันที่ 30 เมษายน 2531 จำนวนเงิน608,000 บาท แก่โจทก์จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้ง ส่วนจำเลยที่ 2 กับที่ 3ให้การสรุปความว่า จำเลยที่ 1 ขายไม้สนในที่ดินโฉนดเลขที่ 1387ให้แก่จำเลยที่ 3 ในราคาเหมาทั้งแปลง 708,000 บาท และจำเลยที่ 2ขายไม้สนในที่ดินโฉนดเลขที่ 2968 ให้แก่จำเลยที่ 3 ในราคาเหมารวมเป็นเงิน 430,000 บาท ไม้สนในที่ดินแปลงของจำเลยที่ 1 และที่ 2มีอายุเกิน 6 ปีแล้ว

เพราะปลูกมาตั้งแต่ปี 2522 สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 เป็นการตกลงขายไม้สนเหมาทั้งแปลงเนื่องจากคู่สัญญามิได้กำหนดขนาดของไม้สนที่จะซื้อขายไว้ในสัญญา จำเลยที่ 1และที่ 3 ไม่ทราบว่าโจทก์ซื้อไม้สนไปใช้ในวัตถุประสงค์ใดและไม่เคยขัดขวางการตัดไม้สนของโจทก์ ตามสัญญาโจทก์จะต้องตัดไม้สนในที่ดินแต่ละแปลงให้เสร็จสิ้นภายใน 3 เดือน โจทก์ตัดไม้สนในที่ดินแปลงแรกเสร็จแล้วผิดสัญญาเข้าไปตัดไม้สนในที่ดินแปลงที่สองโดยไม่จ่ายเงินล่วงหน้า จำนวน 708,000 บาท เมื่อตัดไม้สนบางส่วนแล้วโจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 3 เพียง 100,000 บาท และขอผัดชำระส่วนที่เหลือโดยสั่งจ่ายเช็คธนาคารนครหลวงไทย จำกัด สาขาพระราม 4 ลงวันที่30 เมษายน 2531 จำนวนเงิน 608,000 บาท ให้จำเลยที่ 3 เมื่อโจทก์ตัดไม้สนในที่ดินแปลงที่สองในเดือนเมษายน 2531 แล้ว

จำเลยที่ 3จึงมอบเงินสด 100,000 บาท และเช็คธนาคารนครหลวงไทย จำกัดสาขาพระราม 4 ลงวันที่ 30 เมษายน 2531 จำนวนเงิน 608,000 บาทให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นค่าซื้อไม้สน เมื่อเช็คถึงกำหนดจำเลยที่ 1นำเช็คไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารปฎิเสธการจ่ายเงิน จำเลยที่ 1ทวงถามแล้ว แต่โจทก์ไม่ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันธนาคารปฎิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2531 ถึงวันยื่นคำให้การเป็นเงิน 12,118.35 บาท รวมเป็นเงิน 620,118.35 บาทขอให้ยกฟ้องโจทก์ บังคับโจทก์ชำระเงิน 620,118.35 บาท แก่จำเลยที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในเงินต้น 608,000 บาทนับถัดวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ว่า

จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้ทรงเช็ค โจทก์ไม่ต้องรับผิด เพราะจำเลยทั้งสามเป็นฝ่ายผิดสัญญาโจทก์ได้รับความเสียหายมากกว่าจำนวนเงินตามเช็ค จึงขอหักกลบลบหนี้ตามเช็คกับค่าเสียหายของโจทก์ ขอให้ยกฟ้องแย้งศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 608,000บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 พฤษภาคม2531 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 แต่จำนวนดอกเบี้ยเมื่อคำนวณถึงวันฟ้องแย้ง (วันที่ 9 สิงหาคม 2531) โจทก์ไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าจำนวน 12,113.35 บาท ดังที่จำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้องโจทก์โจทก์ อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนโจทก์ ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ฎีกาของโจทก์ในประเด็นที่ว่าโจทก์ซื้อไม้สนจากจำเลยทั้งสามโดยกำหนดคุณภาพของไม้ว่าจะต้องมีอายุ 6 ปีหรือไม่ และจำเลยทั้งสามร่วมกันขัดขวางไม่ให้โจทก์ตัดไม้สนจริงหรือไม่เป็นประเด็นข้อแพ้ชนะ จึงเห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งสองประเด็นนี้ก่อนประเด็นอื่น ในประเด็นที่เกี่ยวกับคุณภาพของไม้สนที่โจทก์ซื้อและตัดจากที่ดินของจำเลยที่ 1แปลงโฉนดเลขที่ 1387 ซึ่งโจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ขายไม้สนอายุเพียง 2 ปีเศษ ไม่ถึง 6 ปี ให้แก่โจทก์ผิดข้อตกลงตามที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายไม้เอกสารหมาย จ.6 จำเลยที่ 1 และที่ 3จึงตกเป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อโจทก์นั้น ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์โดยนายสวัสดิ์ อุทัยศรี ประธานกรรมการโจทก์เบิกความว่า

ไม้สนที่โจทก์ซื้อจากจำเลยที่ 3 ซึ่งตัดจากที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 1387ของจำเลยที่ 1 อายุไม่ถึง 6 ปี เพราะไม้สนดังกล่าวมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 3 นิ้ว ถึง 4 นิ้ว ไม่ถึง 6 นิ้ว โจทก์อ้างอิงเอกสารเผยแพร่วิชาการของกรมป่าไม้ ตามเอกสารหมาย จ.19 สนับสนุนคำเบิกความของนายสวัสดิ์ว่า หากไม้สนพิพาทที่โจทก์ซื้อและตัดจากที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 1387 ของจำเลยที่ 1 มีอายุครบ 6 ปี จริงแล้วบริเวณลำต้นเหนือพื้นดินระดับ 1.3 เมตร ของไม้สนดังกล่าวจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 นิ้ว เกี่ยวกับเรื่องอายุของไม้สนพิพาทที่ว่านี้ จำเลยที่ 1 และที่ 3 นำสืบหักล้างว่า ขณะที่จำเลยที่ 3ขายให้แก่โจทก์ ไม้สนเหล่านั้นมีอายุเกิน 6 ปีแล้ว

เพราะจำเลยที่ 1ปลูกมาตั้งแต่ปี 2522 มีพยานบุคคลและพยานเอกสารสนับสนุนเฉพาะพยานบุคคลนอกจากตัวจำเลยที่ 1 และที่ 3 แล้วยังประกอบด้วยพันตำรวจเอกเสวก วัฒนกิจ ผู้ร่วมทำสวนไม้สนกับจำเลยที่ 1นายสำรวย มั่นคง ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งมีบ้านอยู่ห่างจากที่ดินของจำเลยที่ 1 แปลงโฉนดเลขที่ 1387 เพียง 200 เมตร และนายเฉลียวประไพพงษ์ ลูกจ้างผู้เฝ้าดูแลรักษาไม้สนในที่ดินแปลงที่ปลูกไม้สนพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ส่วนพยานเอกสารประกอบด้วยหนังสือสัญญาจ้างเหมาขุดดินทำร่องน้ำ ยกคันดินหนังสือสัญญาซื้อขายกิ่งพันธุ์สนประดิพัทธ์และสมุดบัญชีเอกสารหมาย ล.16 ล.17 และ ล.18 ซึ่งเป็นหลักฐานที่จำเลยที่ 1 จ้างให้จำเลยที่ 3 ขุดคันดินในที่ดินแปลงดังกล่าวปลูกกิ่งพันธุ์ไม้สน และเป็นหลักฐานที่ยืนยันว่าจำเลยที่ 1ได้ซื้อกิ่งพันธุ์ไม้สนจากจำเลยที่ 3 มาปลูกในปี 2522 กับเป็นบัญชีรายจ่ายเกี่ยวกับการดูแลบำรุงรักษาสวนไม้สนพิพาทตั้งแต่ปี 2522 เป็นต้นมา

จากข้อนำสืบของทั้งสองฝ่ายจะเห็นได้ว่า โจทก์มีเพียงนายสวัสดิ์ปากเดียวที่เบิกความว่าไม้สนที่โจทก์ซื้อจากจำเลยที่ 3 ซึ่งตัดจากที่ดินของจำเลยที่ 1 แปลงโฉนดเลขที่ 1387มีอายุไม่ครบ 6 ปี โดยโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานหรือพยานแวดล้อมอื่นสนับสนุน แม้โจทก์จะอ้างอิงเอกสารหมาย จ.19 ซึ่งเป็นเอกสารเผยแพร่ทางวิชาการของกรมป่าไม้เป็นพยานสนับสนุนถ้าไม้สนพิพาทมีอายุ 6 ปีจริงแล้วตามหลักวิชาการตรงบริเวณลำต้นเหนือพื้นดินระดับ 1.3 เมตร จะโตมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 นิ้ว แต่ไม้สนพิพาทโจทก์นำสืบว่ามีเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 3 นิ้ว ถึง 4 นิ้วแสดงว่าเป็นไม้สนที่มีอายุประมาณ 3 ปี ไม่ถึง 6 ปีตามสัญญาก็ตามเห็นว่าหลักวิชาการดังกล่าวเป็นเพียงทฤษฎีโดยทั่วไปเท่านั้นความจริงการเจริญเติบโตของบรรดาต้นไม้ชนิดต่าง

ๆ รวมทั้งไม้สนพิพาทด้วยจะต้องอาศัยองค์ประกอบอื่นอีกหลายประการ เช่น ความสมบูรณ์ของพื้นดินที่ปลูก การให้ปุ๋ยหรือสารอาหาร น้ำ ภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ดังนั้น เอกสารเผยแพร่ทางวิชาการที่โจทก์อ้างอิง จึงไม่ใช่พยานหลักฐานที่บ่งบอกได้โดยแน่นอนว่าไม้สนพิพาทในที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 1387 ของจำเลยที่ 1 มีอายุไม่ถึง 6 ปีเมื่อเปรียบเทียบข้อนำสืบของโจทก์กับของจำเลยที่ 1 และที่ 3แล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารสืบแสดงได้ว่าจำเลยที่ 1 ปลูกไม้สนพิพาทในที่ดินแปลงโฉนดเลขที่1387 มาตั้งแต่ปี 2522 นับถึงวันที่จำเลยที่ 3 ขายไม้สนดังกล่าวให้แก่โจทก์ ไม้สนพิพาทมีอายุเกิน 6 ปีแล้ว พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีน้ำหนักรับฟังได้มากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ส่วนข้อตำหนิที่ว่าไม้สนที่โจทก์ซื้อและตัดจากที่ดินแปลงโฉนดเลขที่1387 ของจำเลยที่ 1 มีขนาดเล็กกว่าปกติ

คือมีเส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้นเพียง 3 นิ้ว ถึง 4 นิ้ว ไม่ถึง 6 นิ้ว ตามหลักวิชาการนั้นเห็นว่า คงเนื่องมาจากพื้นดินที่ปลูกเป็นดินเปรี้ยวตามที่จำเลยที่1 และที่ 3 อ้าง เมื่อข้อตำหนิที่ว่ามิได้เป็นข้อกำหนดในสัญญาทั้งปรากฎข้อเท็จจริงว่าก่อนทำสัญญาซื้อขายไม้เอกสารหมาย จ.6โจทก์ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของโจทก์ไปตรวจดูไม้สนพิพาทยังที่ดินของจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ผู้นั้นว่าไม้สนในที่ดินทั้งสองแปลงที่โจทก์จะซื้อมีขนาดโตได้มาตรฐานตามที่โจทก์ต้องการโจทก์จึงยอมทำสัญญาซื้อไม้สนดังกล่าวโดยเฉพาะอย่างยิ่งแม้โจทก์จะนำสืบโต้เถียงว่าไม้สนพิพาทในที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 1387 ของจำเลยที่ 1 ยังโตไม่ได้ขนาดที่โจทก์ต้องการจะซื้อ แต่โจทก์โดยนายสวัสดิ์ก็นำสืบรับว่าโจทก์ได้ตัดไม้สนในที่ดินแปลงนั้นหมดทั้งแปลงและขนไปลงเรือส่งไปขายยังต่างประเทศแล้ว

แสดงว่านอกจากอายุความของไม้สนที่จะต้องถึง 6 ปีแล้วโจทก์มิได้ถือเอาขนาดของไม้สนที่ต้องการจะซื้อเป็นข้อสาระสำคัญของสัญญา ฉะนั้น แม้ไม้สนพิพาทที่โจทก์ซื้อจากจำเลยที่ 3 ซึ่งตัดจากที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 1387 ของจำเลยที่ 1 จะมีขนาดของลำต้นเส้นผ่าศูนย์กลางไม่ถึง 6 นิ้ว แต่เป็นไม้สนที่มีอายุ 6 ปีแล้วไม้สนพิพาทก็เป็นไม้สนที่มีคุณภาพตรงตามสัญญา จำเลยที่ 1 และที่ 3หาได้ประพฤติผิดสัญญาด้วยการขายไม้สนที่มีอายุไม่ถึง 6 ปีให้แก่โจทก์ดังที่โจทก์ฎีกาไม่"ส่วนประเด็นที่ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันขัดขวางไม่ให้โจทก์ตัดไม้สนจริงหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 ขัดขวางไม่ยอมให้โจทก์ขนไม้สนที่ตัดออกจากที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 2968 ของจำเลยที่ 2เป็นเหตุให้ไม้สนที่ตัดจากที่ดินแปลงดังกล่าวถูกกักขังไว้ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2531 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2531 เป็นเวลา 6 วันทำให้โจทก์เสียหายเป็นเงินตามฟ้องนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อโจทก์นำสืบรับว่าสาเหตุแห่งการที่จำเลยที่ 3 ขัดขวางมิให้โจทก์ตัดและขนไม้สนออกไปจากที่ดินของเจ้าของที่ดินที่ปลูกไม้สนพิพาทเนื่องมาจากจำเลยที่ 3 ต้องการให้โจทก์ชำระค่าไม้สนในที่ดินอีกแปลงหนึ่งให้ครบเสียก่อนเท่านั้น ซึ่งแม้โจทก์จะมีข้อโต้แย้งอยู่บ้างในชั้นแรก แต่ในที่สุดโจทก์ก็ยอมชำระให้ตามที่จำเลยที่ 3 เรียกร้องเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เช่นนี้ก็เท่ากับโจทก์ยอมรับว่าข้ออ้างที่จำเลยที่ 3 ยกมาเป็นเหตุแห่งการขัดขวางมิให้โจทก์ตัดและขนไม้สนพิพาทออกไปจากที่ดินของเจ้าของที่ดินเป็นข้ออ้างที่ชอบ ทั้งได้ความว่าหลังจากโจทก์ได้ชำระเงินจำนวน 100,000 บาท และสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 แล้วโจทก์ก็ได้ตัดและขนไม้สนในที่ดินทั้งสองแปลง

คือทั้งแปลงโฉนดเลขที่ 1387 ของจำเลยที่ 1 และแปลงโฉนดเลขที่ 2968 ของจำเลยที่ 2 ไปหมดแล้ว ดังนั้น ข้อโต้เถียงของทั้งสองฝ่ายที่ว่าจำเลยที่ 3 ขัดขวางมิให้โจทก์ตัดและขนไม้สนพิพาทออกไปจากที่ดินของเจ้าของที่ดินแปลงใด เพื่อนำไปสู่ข้อวินิจฉัยว่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ฝ่ายใดเป็นฝ่ายประพฤติผิดสัญญาต่อกัน จึงไม่เป็นสาระที่ต้องวินิจฉัยอีกต่อไป เพราะเมื่อโจทก์ยอมรับเอาไม้สนจากที่ดินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่จำเลยที่ 3เป็นผู้ขายให้ทั้งสองแปลงแล้ว ภาระหน้าที่ของโจทก์คือการที่โจทก์จะต้องชำระค่าไม้สนที่โจทก์ตัดและขนไปจากที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่จำเลยที่ 3 โดยครบถ้วนตามสัญญา ข้อโต้เถียงของทั้งสองฝ่ายที่จำเลยที่ 3 ขัดขวางมิให้โจทก์ตัดและขนไม้สนออกไปจากที่ดินแปลงใดแม้จะฟังได้ตามที่โจทก์หรือจำเลยที่ 3 อ้างก็ไม่ทำให้โจทก์หลุดพ้นจากภาระหน้าที่ที่จะต้องชำระเงินค่าไม้สนให้แก่จำเลยที่ 3 เมื่อฟังข้อเท็จจริงว่า

จำเลยที่ 3 ขัดขวางมิให้โจทก์ตัดและขนไม้สนออกไปจากที่ดินของเจ้าของที่ดินแปลงใดแปลงหนึ่งโดยชอบแล้ว การขัดขวางของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 ประพฤติผิดสัญญาจำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายทั้งปวงที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 ตามฟ้องแย้งนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในประเด็นอื่นไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไปจึงไม่จำต้องวินิจฉัย"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
สุรินทร์ นาควิเชียร · สละ เทศรำพรรณ · ถวิล อินทรักษา
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 155/2535

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อรถยนต์กระบะจากโจทก์ 1 คัน สัญญาดังกล่าวข้อ 3 ระบุว่า "กรรมสิทธิ์ในรถยนต์จะตกไปอยู่แก่ผู้ซื้อชำระราคาตามเงื่อนไขครบถ้วน" และ ข้อ 6 ระบุว่า "ในกรณีที่ผู้ซื้อผิดนัดขาดการชำระเงินงวด…

Supreme Court Judgment No. 489/2503

ศาลได้นัดชี้สองสถานครั้งแรกและได้เลื่อนให้คู่ความไปทำความตกลงกันคู่ความจึงได้ทำความตกลงกันโดยบันทึกข้อตกลงกันไว้เป็นหนังสือต่อมาเมื่อศาลนัดชี้สองสถานนัดสุดท้ายคู่ความท้าประเด็นเป็นข้อแพ้ชนะเพียงข้อเดี…

Supreme Court Judgment No. 4819/2566

คดีที่ยื่นฟ้องต่อศาลและศาลไม่ได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดี นั้น ป.วิ.พ. มาตรา 131 และ มาตรา 133 บัญญัติให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องประเด็นแห่งคดีโดยทำเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งในวันที่สิ้นการพิจารณา โดยมาตรา…

Supreme Court Judgment No. 2454/2563

หนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 19 กันยายน 2554 เรื่องการคืนเงินสำหรับรถยนต์คันแรก ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่อนุมัติหลักการและแนวทางในการคืนเงินแก่ผู้ซื้อรถยนต์ใหม่คัน…

Supreme Court Judgment No. 15019/2558

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง และมาตรา 104 ซึ่งมาตรา 198 ทวิ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up