Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1648/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

คดีที่ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 ที่แก้ใหม่ ในการวินิจฉัยข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 การที่ ช. ขายฝากที่ดินพิพาททั้งแปลงให้แก่โจทก์เป็นการจำหน่ายตัวทรัพย์สินนั้น โดยมิได้รับความยินยอมจากจำเลยเจ้าของรวมสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทที่ ช. ทำกับโจทก์จึงผูกพันที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของ ช. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1361วรรคแรกและวรรคสอง การที่ ช. ขายฝากที่ดินพิพาทในส่วนของตนให้แก่โจทก์โจทก์กับจำเลยจึงมีสิทธิร่วมกันในที่ดินพิพาททุกส่วน

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยมิให้เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้มาโดยรับซื้อฝากจากนายชิด วัดเทพ สามีจำเลยหลังจากทำสัญญากันแล้วจำเลยได้ขอปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินแปลงดังกล่าวมีเนื้อที่ 1 งาน เมื่อพ้นกำหนดการขายฝากแล้วโจทก์ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน ต่อมาเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม2531 จำเลยได้ถอนไม้ไผ่ตงที่โจทก์ปลูกไว้ และปลูกมันสำปะหลังในที่ดินด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกรวมเป็นเนื้อที่ประมาณ10 ไร่ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาทร่วมกับนายชิด

วัดเทพ สามีของจำเลยมิได้จดทะเบียนสมรสกัน เมื่อเดือนพฤษภาคม 2531 โจทก์บุกรุกเข้าไปปลูกไม้ไผ่ตงในที่ดินของจำเลยขอให้ยกฟ้อง เพิกถอนสัญญาขายฝากระหว่างโจทก์กับนายชิต และพิพากษาให้ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งหมด ขับไล่โจทก์และบริวารไม่ให้เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไปโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยรู้เห็นเป็นใจในการที่นายชิตนำที่ดินพิพาทไปขายฝากให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้องแย้งศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาว่าโจทก์และจำเลยมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทคนละครึ่ง ที่ขอให้ขับไล่จำเลยและให้รื้อถอนบ้านออกไป กับคำขออื่นตามฟ้องแย้งของจำเลยให้ยกโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ที่แก้ไขใหม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาในข้อกฎหมายว่า สัญญาขายฝากระหว่างโจทก์กับนายชิต วัดเทพ มีผลผูกพันที่ดินพิพาทเพียงใด และปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ ในการวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงมาว่า จำเลยกับนายชิตได้ถากถางและยึดถือทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยเจตนายึดถือเพื่อตนร่วมกันมา จำเลยและนายชิตจึงได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทร่วมกัน ต่อมาเมื่อปี 2526 นายชิตได้ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทและใส่ชื่อนายชิตในหนังสือรับรองการทำประโยชน์แต่เพียงผู้เดียวตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์

เอกสารหมาย จ.1 ในปีเดียวกันนายชิตได้นำที่ดินพิพาทไปทำสัญญาขายฝากให้แก่โจทก์ โดยจำเลยมิได้รู้เห็นยินยอมการที่นายชิตขายฝากที่ดินพิพาททั้งแปลงให้แก่โจทก์เป็นการจำหน่ายตัวทรัพย์สินนั้นโดยมิได้รับความยินยอมจากจำเลยเจ้าของรวมสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทที่นายชิตทำกับโจทก์จึงผูกพันที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของนายชิต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1361วรรคหนึ่งและวรรคสอง ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่และห้ามจำเลยมิให้เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทนั้น เมื่อฟังว่า จำเลยมีสิทธิในที่ดินพิพาทร่วมกันกับนายชิตและมิได้แบ่งแยกการครอบครองที่ดินพิพาทออกเป็นส่วนสัด จำเลยกับนายชิตจึงเป็นเจ้าของรวมกันในที่ดินพิพาททุกส่วน การที่นายชิตขายฝากที่ดินพิพาทในส่วนของตนให้แก่โจทก์โจทก์กับจำเลยจึงมีสิทธิร่วมกันในที่ดินพิพาททุกส่วน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยมิให้เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
ทองเลื่อน พูลพิพัฒน์ · จองทรัพย์ เที่ยงธรรม · สมมาตร พรหมานุกูล
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 6086/2553

คดีต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนคดีก่อนโจทก์ฟ้องว่าจำเลยปลูกสร้างบ้านโดยมีชายคาและเสาค…

Supreme Court Judgment No. 4215/2549

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์ แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าอาจให้เช่าได้เดือนละ 60,000 บาท แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงเดือนละ 5,000 บาท โจทก์มิได้ฎีกา ส่วนจำเลยฎีกาโต้แ…

Supreme Court Judgment No. 162/2546

คดีที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน สัญญาเช่าซื้อกำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างช…

Supreme Court Judgment No. 355/2541

โจทก์กู้เงินจากจำเลย 100,000 บาท กำหนดชำระคืนภายใน3 เดือน โดยโจทก์นำที่ดินพิพาทมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกัน เมื่อครบกำหนดแล้วโจทก์ไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย โดยขณะทำนิติกรรมจดทะเบียนโ…

Supreme Court Judgment No. 4228/2539

คดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา248วรรคหนึ่งเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค3ฟังข้อเท็จจริงว่าการจัดการมรดกยังไม่สิ้นสุดลงแม้การจัดการมรดกจะล่วงเลยมาเกินกว่าห้าปีแล้วคดีโจทก์ก็ยัง…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up