Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1652/2525

พ.ศ. 2525 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยซึ่งเป็นบริวารของผู้เช่าออกจากตึกแถวที่เช่าเพราะครบกำหนดตามสัญญาเช่าแล้ว โดยเรียกค่าเสียหายที่ไม่อาจให้ผู้อื่นเช่าได้ค่าเช่าเดือนละ 1,500 บาทมาด้วย จำเลยให้การต่อสู้ว่ายังไม่ครบกำหนดเวลาตามสัญญาเช่า และโจทก์ให้จำเลยเช่าต่อจากบิดาจำเลย เป็นคดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าหรือผู้อาศัยออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 2,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2518 มาตรา 3 จำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย และศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นฟังมาจากพยานหลักฐานในสำนวน ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ 1,000 บาท เป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นและเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้จำเลยอุทธรณ์ แม้ศาลอุทธรณ์จะรับวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และถือว่าข้อเท็จจริงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ถึงแม้สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับบิดาจำเลยจะเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา ก็ไม่ทำให้จำเลยมีสิทธิอยู่ในตึกแถวพิพาทหลังจากสัญญาเช่าครบกำหนดได้ เมื่อสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับบิดาจำเลยระงับลงตามกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้แล้ว โจทก์ผู้ให้เช่าจึงไม่ต้องบอกกล่าวเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 564 หลังจากบิดาจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าถึงแก่กรรม แม้โจทก์ยังเก็บค่าเช่าจากจำเลยและออกใบเสร็จรับเงินให้ แต่ออกให้ในนามของบิดาจำเลย กรณีจึงถือไม่ได้ว่าใบเสร็จรับเงินดังกล่าวเป็นหลักฐานการเช่าเป็นหนังสือระหว่างโจทก์กับจำเลย

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกแถวเลขที่ ๑๖๑๕ ถนนเจริญกรุง แขวงยานนาวา เดิมให้บิดาจำเลยเช่า ต่อมาบิดาจำเลยถึงแก่กรรม จำเลยก็อาศัยอยู่ในตึกดังกล่าวตลอดมา บัดนี้สัญญาเช่าสิ้นอายุและโจทก์ได้บอกเลิกการเช่าแก่จำเลยแล้ว จำเลยไม่ยอมออกจากตึกแถวของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากตึกแถวดังกล่าวส่งมอบตึกแถวในสภาพเรียบร้อยและชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ ๑,๕๐๐ บาท จนกว่าจะส่งมอบตึกแถวพิพาทให้โจทก์

จำเลยให้การว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับบิดาจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา และยังไม่ครบกำหนด เมื่อบิดาจำเลยถึงแก่กรรมแล้ว จำเลยได้เช่าตึกแถวพิพาทตลอดมาโดยโจทก์ออกใบเสร็จรับเงินให้แก่จำเลยด้วยจำเลยมิใช่ผู้อาศัย การเช่าของจำเลยเป็นการเช่าโดยไม่มีกำหนดเวลา โจทก์ไม่เคยบอกเลิกสัญญาและไม่ได้รับความเสียหาย

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายครอบครัวและบริวารออกไปจากตึกแถวพิพาท และให้จำเลยส่งมอบตึกแถวพิพาทในสภาพเรียบร้อยให้โจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ ๑,๐๐๐ บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะออกไปจากตึกแถวพิพาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าหรือผู้อาศัยออกจากอสัหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสองพันบาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคสองแก้ไขเพิ่มเติมโดยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๓ จำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย แต่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นฟังมาจากพยานหลักฐานในสำนวน เมื่อสัญญาเช่ามีกำหนดเวลาถึงเพียงวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๒๑ ถึงสัญญาเช่าดังกล่าวจะเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา ก็ไม่ทำให้จำเลยมีสิทธิอยู่ในตึกแถวพิพาทภายหลังวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๒๑ โดยไม่มีสัญญาเช่ากับโจทก์ได้

สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับบิดาจำเลยครบกำหนดในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๒๑ ก่อนที่บิดาจำเลยถึงแก่กรรม สัญญาเช่าจึงระงับลงตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๒๑ ตามกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ โดยมิพักต้องบอกกล่าวเลิกสัญญากันก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๔

ที่จำเลยฎีกาว่าภายหลังที่บิดาจำเลยถึงแก่กรรมแล้วโจทก์ยังเก็บค่าเช่าจากจำเลยต่อมาตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.๓ ถึง ล.๕ ใบเสร็จรับเงินดังกล่าวจึงเป็นหลักฐานการเช่าเป็นหนังสือโดยได้ลงลายมือชื่อผู้ให้เช่าซึ่งเป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดแล้ว

ศาลฎีกาเห็นว่าแม้โจทก์จะเป็นผู้ออกใบเสร็จรับเงินดังกล่าว แต่โจทก์ก็ออกในนามของนายเล็กบิดาจำเลย หาใช่ออกในนามของจำเลยไม่ กรณีจึงถือไม่ได้ว่าใบเสร็จรับเงินตามเอกสารหมาย ล.๓ ถึง ล.๕ เป็นหลักฐานการเช่าเป็นหนังสือระหว่างโจทก์กับจำเลย ส่วนประเด็นเรื่องค่าเสียหายนั้น ปรากฏว่าศาลชั้นต้นเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ ๑,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นและเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้จำเลยอุทธรณ์ แม้ศาลอุทธรณ์จะยกขึ้นวินิจฉัยให้ ก็เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และถือว่าข้อเท็จจริงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
ปรีชา พานิชวงศ์ · สนิท อังศุสิงห์ · สำเนียง ด้วงมหาสอน
Lower court
ศาลแพ่ง - นายนาม ยิ้มแย้ม
ศาลอุทธรณ์ - นายวรา ไวยหงษ์
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment, B.E. 2528 (ref. 27100)

โจทก์เช่าที่พิพาทจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ ให้ จำเลยทั้งสองสำนวนอาศัยปลูกบ้านบนที่ดินดังกล่าว เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยทั้งสองอยู่ในที่พิพาทโดย ฟ้องขับไล่จำเลยจำเลยทั้งสองก็ต้องออ…

Supreme Court Judgment, B.E. 2528 (ref. 103326)

โจทก์เช่าที่พิพาทจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ ให้จำเลยทั้งสองสำนวนอาศัยปลูกบ้านบนที่ดินดังกล่าว เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยทั้งสองอยู่ในที่พิพาทโดย ฟ้องขับไล่จำเลย จำเลยทั้งสองก็ต้องออ…

Supreme Court Judgment No. 1663/2505

คดีฟ้องขับไล่ซึ่งคู่ความท้ากันให้ศาลไปตรวจห้องพิพาทโดยขอให้พิจารณาเองว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าทำการค้าหรือใช้อยู่อาศัยเป็นส่วนใหญ่เพียงข้อเดียว นอกนั้นไม่ติดใจว่ากล่าวกันต่อไป แล้วให้ศาลพิพากษาไปตามนั้น…

Supreme Court Judgment No. 1753/2548

ในคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามมาตรา 238 และมาตรา 247 แต่ที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท…

Supreme Court Judgment No. 8370/2538

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาท จึงห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์หรือฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสองและมาตร…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up