คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกแถวเลขที่ ๑๖๑๕ ถนนเจริญกรุง แขวงยานนาวา เดิมให้บิดาจำเลยเช่า ต่อมาบิดาจำเลยถึงแก่กรรม จำเลยก็อาศัยอยู่ในตึกดังกล่าวตลอดมา บัดนี้สัญญาเช่าสิ้นอายุและโจทก์ได้บอกเลิกการเช่าแก่จำเลยแล้ว จำเลยไม่ยอมออกจากตึกแถวของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากตึกแถวดังกล่าวส่งมอบตึกแถวในสภาพเรียบร้อยและชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ ๑,๕๐๐ บาท จนกว่าจะส่งมอบตึกแถวพิพาทให้โจทก์
จำเลยให้การว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับบิดาจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา และยังไม่ครบกำหนด เมื่อบิดาจำเลยถึงแก่กรรมแล้ว จำเลยได้เช่าตึกแถวพิพาทตลอดมาโดยโจทก์ออกใบเสร็จรับเงินให้แก่จำเลยด้วยจำเลยมิใช่ผู้อาศัย การเช่าของจำเลยเป็นการเช่าโดยไม่มีกำหนดเวลา โจทก์ไม่เคยบอกเลิกสัญญาและไม่ได้รับความเสียหาย
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายครอบครัวและบริวารออกไปจากตึกแถวพิพาท และให้จำเลยส่งมอบตึกแถวพิพาทในสภาพเรียบร้อยให้โจทก์ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ ๑,๐๐๐ บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะออกไปจากตึกแถวพิพาท
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าหรือผู้อาศัยออกจากอสัหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสองพันบาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคสองแก้ไขเพิ่มเติมโดยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๓ จำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย แต่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นฟังมาจากพยานหลักฐานในสำนวน เมื่อสัญญาเช่ามีกำหนดเวลาถึงเพียงวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๒๑ ถึงสัญญาเช่าดังกล่าวจะเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา ก็ไม่ทำให้จำเลยมีสิทธิอยู่ในตึกแถวพิพาทภายหลังวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๒๑ โดยไม่มีสัญญาเช่ากับโจทก์ได้
สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับบิดาจำเลยครบกำหนดในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๒๑ ก่อนที่บิดาจำเลยถึงแก่กรรม สัญญาเช่าจึงระงับลงตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๒๑ ตามกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ โดยมิพักต้องบอกกล่าวเลิกสัญญากันก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๔
ที่จำเลยฎีกาว่าภายหลังที่บิดาจำเลยถึงแก่กรรมแล้วโจทก์ยังเก็บค่าเช่าจากจำเลยต่อมาตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.๓ ถึง ล.๕ ใบเสร็จรับเงินดังกล่าวจึงเป็นหลักฐานการเช่าเป็นหนังสือโดยได้ลงลายมือชื่อผู้ให้เช่าซึ่งเป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดแล้ว
ศาลฎีกาเห็นว่าแม้โจทก์จะเป็นผู้ออกใบเสร็จรับเงินดังกล่าว แต่โจทก์ก็ออกในนามของนายเล็กบิดาจำเลย หาใช่ออกในนามของจำเลยไม่ กรณีจึงถือไม่ได้ว่าใบเสร็จรับเงินตามเอกสารหมาย ล.๓ ถึง ล.๕ เป็นหลักฐานการเช่าเป็นหนังสือระหว่างโจทก์กับจำเลย ส่วนประเด็นเรื่องค่าเสียหายนั้น ปรากฏว่าศาลชั้นต้นเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ ๑,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นและเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้จำเลยอุทธรณ์ แม้ศาลอุทธรณ์จะยกขึ้นวินิจฉัยให้ ก็เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และถือว่าข้อเท็จจริงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
Result
พิพากษายืน