Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1655/2549

พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยอ้างว่าได้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินแล้ว จำเลยจะต้องมีหลักฐานตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคสอง กำหนดมานำสืบ จำเลยมีแต่เพียงตัวจำเลยและน้องของจำเลยเป็นพยาน ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อโจทก์ผู้ให้กู้ยืมมาแสดง สัญญากู้ยืมเงินก็ยังคงอยู่ที่โจทก์และยังไม่มีการแทงเพิกถอน จำเลยจึงต้องห้ามมิให้นำสืบการใช้เงินตามบทกฎหมายดังกล่าว จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินแก่โจทก์

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2537 จำเลยกู้ยืมเงิน 130,000 บาท ไปจากโจทก์ ตกลงเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 1 กรกฎาคม 2538 และเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2538 จำเลยกู้ยืมเงิน 260,000 บาท ไปจากโจทก์ ตกลงเสียดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระต้นเงิน และดอกเบี้ยให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 11 พฤษภาคม 2539 โดยจำเลยได้มอบโฉนดที่ดินเลขที่ 48088 ให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกัน ครั้นเมื่อถึงกำหนดเวลาตามสัญญาจำเลยไม่นำต้นเงินและดอกเบี้ยมาชำระแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 748,203 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 390,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์ฟ้องให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วเพราะในการกู้ยืมเงินนั้นได้ตกลงกันว่าเมื่อจะกู้ยืมเงินใหม่จะต้องชำระหนี้เงินกู้ตามสัญญาครั้งก่อนให้เสร็จสิ้น หากยังมิได้ชำระหนี้ตามสัญญาครั้งก่อนโจทก์จะไม่ยอมให้กู้ยืมเงินอีก อีกทั้งหากจำเลยยังมิได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์ก็จะต้องนำคดีมาฟ้องในคราวเดียวกันกับคดีหมายเลขดำที่ 1153/2543 หรือในคราวเดียวกันกับคดีหมายเลขแดงที่ 2030/2542 เพราะสัญญาเกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกันและโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยผิดนัดเช่นเดียวกัน เมื่อจำเลยนำเงินไปชำระหนี้ให้แก่โจทก์นั้นจำเลยได้ขอให้โจทก์ทำลายหนังสือสัญญากู้ยืมเงินซึ่งอยู่ที่โจทก์โดยโจทก์ตกลงจะทำลายให้ทุกครั้ง แต่โจทก์กลับนำหนังสือกู้ยืมดังกล่าวซึ่งยังมิได้ฉีกทำลายมาฟ้องเป็นคดีนี้โดยไม่มีมูลหนี้ต่อกันแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 300,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท นับแต่วันที่ 13 มีนาคม 2539 และของต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2539 เป็นต้นไป จนถึงวันชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2537 และวันที่ 11 พฤษภาคม 2538 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 100,000 บาท และ 200,000 บาท ตามลำดับโดยทำสัญญากู้ยืมเงินไว้ตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับดังกล่าวครบถ้วนแล้วหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง บัญญัติว่า ในการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น ท่านว่าจะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้กู้ยืมมาแสดง หรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้วหรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว

ดังนั้น การที่จำเลยอ้างว่าได้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับแล้ว จำเลยจะต้องมีหลักฐานตามที่กฎหมายกำหนดมานำสืบ คดีนี้จำเลยมีแต่เพียงตัวจำเลยและนางปรางค์ศรี เหลืองขมิ้น น้องของจำเลยเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยได้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับแล้ว เพราะทางปฏิบัติต้องชำระหนี้ตามสัญญาเดิมก่อนโจทก์จึงจะให้กู้ใหม่ หลังจากจำเลยชำระหนี้แล้วโจทก์บอกว่าจะฉีกทำลายสัญญากู้ยืมเงินเท่านั้น จำเลยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อโจทก์ผู้ให้กู้ยืมมาแสดง โดยสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ยังคงอยู่ที่โจทก์และยังไม่มีการแทงเพิกถอนในสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวแต่อย่างใด จำเลยจึงต้องห้ามมิให้นำสืบการใช้เงินตามบทกฎหมายดังกล่าว คดีจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับแก่โจทก์ดังที่กล่าวอ้างมา ส่วนคำพิพากษาฎีกาที่จำเลยอ้างมานั้น ประเด็นที่ศาลฎีกาวินิจฉัยเป็นคนละประเด็นกับคดีนี้ จึงไม่อาจรับฟังได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

Result

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

Matter details

Panel of judges
ประทีป เฉลิมภัทรกุล · เรวัตร อิศราภรณ์ · ศิริชัย จิระบุญศรี
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 3622/2568

เนื้อหาที่โจทก์และจำเลยสนทนากันทางแอปพลิเคชันไลน์นั้นไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าการโอนเงิน 100,000 บาท เป็นการให้กู้ยืมเงิน แม้การสนทนากันดังกล่าวเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็ก…

Supreme Court Judgment No. 893/2568

แม้หนังสือสัญญากู้เงินไม่ได้ปิดอากรแสตมป์จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 แต่เอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 2 เป็นตารางจ่ายเงินกู้ระบุยอดเงินกู้ 730,000 บาท ชำระเงินต้นงวดละ 29,200…

Supreme Court Judgment No. 514/2567

การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การทำนองเดียวกันว่าหนี้เงินกู้เป็นการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกันเพื่อใช้เป็นเงินทุนในกิจการของจำเลยที่ 1 ปัจจุบันมีการชำระหนี้แล้ว แล…

Supreme Court Judgment No. 6656/2567

การกู้ยืมเงินตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงินทั่วไป 2 ฉบับ ทำขึ้นในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 จำนวน 700,000 บาท และ 300,000 บาท ตามลำดับ โดยจำเลยได้รับเงินแล้วในวันทำสัญญาแล้ว 1,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกา…

Supreme Court Judgment No. 2162/2567

แม้จำเลยให้การรับว่าได้รับเงินโอนจากโจทก์แล้วทั้งยี่สิบครั้งและพิมพ์คำว่า "ตกลง" ในโปรแกรมไลน์ (LINE) ตามที่โจทก์ให้พิมพ์ แต่การรับของจำเลยเป็นการรับตามที่ปรากฏในฟ้องเท่านั้น จำเลยยังมีข้อต่อสู้ว่าการ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up